‘เจ้าของ’ เป็นเรื่องรอง แต่ ‘ของ’ ต้องครองใจ แกะกลยุทธ์แบรนด์ไทยยุคใหม่ ที่ซื้อใจคุณด้วย ‘ตัวสินค้า’

สังเกตไหม?  4 – 5 ปีให้หลังมานี้ เริ่มเป็น Golden Time ของแบรนด์ไทย ทั้งแบรนด์ของกิน / ของใช้ กลับมาบูมในตลาดจนเป็นปรากฏการณ์

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัฒนธรรม Fandom ที่กำลังกลับมา แต่ก็ยังมีแบรนด์ไทยอีกหลายแบรนด์ที่ไม่ได้เดินเส้นทางนี้ แต่มุ่งไปที่การสร้างภาพจำให้สินค้า จนลูกค้าติดใจ และซื้ออีกครั้ง

และนี่คือ 5 แบรนด์ไทยที่คุณจำสินค้าของเขาได้ (ทั้ง ๆ ที่อาจไม่รู้ว่าเจ้าของแบรนด์เป็นใครด้วยซ้ำ!)

ที่มา: Amarin

อุ่นเครื่อง…ทำไม Product-based ถึงกลับมาบูมในไทย?

การกลับมาบูมของธุรกิจ Product-based Branding ในไทยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหา คุณค่าและความน่าเชื่อถือ จากสินค้าโดยตรง ท่ามกลางกระแสข้อมูลท่วมท้นบนโลกออนไลน์ แบรนด์ที่เน้นผลิตภัณฑ์เป็นหัวใจสำคัญสามารถสร้าง ความแตกต่างและตัวตนที่จับต้องได้ ทำให้เกิดการบอกต่อและสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีได้อย่างยั่งยืน กลยุทธ์นี้ยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในสินค้าคุณภาพสูง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมของแบรนด์ในระยะยาว

LA GLACE – บลัชดำบาร์บี้ติดเทรนด์ X และพลัง Creativity ของทีมงาน Gen Z

LA GLACE เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ทำให้สังคมไทยเห็นพลังของชาว Gen Z ว่าถึงความเชื่อของคน Gen นี้จะขัดกับ Gen อื่น ๆ มากเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็รวบรวมพลังสร้างธุรกิจใหญ่ ๆ ระดับร้อยล้านได้!

เริ่มจาก Personal Branding แต่ตัวชูโรงจริง ๆ คือ ‘สินค้า’
ก้าวแรกของ LA GLACE มาจากการขายสินค้าออนไลน์ ของคุณไอติม เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์  และเฟรนช์ฟรายด์ ทิวาทัพพ์ ธนารักษ์อนันต์ วัยรุ่น Gen Z ที่อยากหารายได้เสริมช่วงเรียนมหาวิทยาลัย

ระยะแรก ๆ ที่เริ่มขาย ทั้งสองยังคงลงมือด้วยตัวเอง และใช้ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า จึงจำเป็นต้องปั้นช่อง TikTok ของตัวเองให้มีคนติดตาม ปัจจุบันคุณไอติม คือครีเอเตอร์สายบิวตี้ที่มีผู้ติดตามสูงเป็นอันดับต้น ๆ คนหนึ่ง มียอด Follower บน TikTok: Itimbaebie มากถึง 637.2K

แต่เพราะทั้งสองคิดจะปั้น LA GLACE อย่างจริงจัง และอยากให้แบรนด์ไปไกลกว่านี้ จึงเดินหน้าสร้างภาพจำให้กับตัวสินค้าอย่างจริงจัง ตั้งแต่แนวคิด Package และช่องทางการขาย จนมียอดขายทะลุ 400 ล้าน!

ที่มา: LA GLACE

แตกต่าง – ตอบโจทย์ – จริงใจ คือ 3 Strategies ที่พา LA GLACE มาไกลขนาดนี้

บลัชดำ คือ 1 ใน 3 Hero Product ของแบรนด์ LA GLACE (อีก 2 อย่างคือ Toner Pad และ Concealer) ซึ่งติดอันดับ Top List ยอดขายของแบรนด์ไม่แพ้กัน

สาเหตุที่คนจดจำบลัชดำได้ คือความแปลกใหม่ทั้งตัวสีของบลัชออนเอง รวมทั้งการเป็นแบรนด์ไทยเจ้าแรก ๆ ที่ทำบลัชออนรูปแบบครีม ซึ่งติดทนกว่าแบบฝุ่น อีกส่วนคือ Package ที่แปลกตา สกรีนคำว่า ‘BARBIE VIBES’ ให้คนพอเดาโทนสีได้ว่าจะออกมาเป็นสีชมพูสไตล์บาร์บี้ บรรจุอีกชั้นด้วยกล่องสีดำขลับ ชนิดที่วางตรงไหนของเชลฟ์ คนก็จะหยิบมาดูอย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงแต่บลัชดำเท่านั้น สินค้าอื่น ๆ ก็มี DNA ของ LA GLACE ชัดเจนเช่นเดียวกัน เพราะแบรนด์นำทัพด้วยเจ้าของ Gen Z และ Drive ด้วยทีมงาน Gen เดียวกัน จึงเข้าใจปัญหาของวัยรุ่นไทย โทนสีที่โลกโซเชียลตามหา รวมถึงการสร้างระบบเก็บ Data หลังบ้านจาก Social Media ทุกแพลตฟอร์ม

เมื่อแตกต่าง ตอบโจทย์แล้ว LA GLACE ยังสร้าง Image ที่โดดเด่นด้วยความจริงใจ เจ้าของแบรนด์สื่อสารกับลูกค้าด้วยตัวเองผ่าน LIVE และเมื่อมีความเสียหายอะไร LA GLACE ก็ไม่ลังเลที่จะรับผิดชอบอย่างเต็มที่

พูดได้ว่า LA GLACE แนะนำตัวสู่สาธารณชนด้วย ‘ความแตกต่าง’ สำเร็จนานด้วย ‘การฟังเสียง’ นั่นเอง 

ที่มา: SME STARTUP

EMILY’S – หมี่ไก่ฉีกกล่องละร้อยกว่า แต่คนตามหา จนต้องบุกห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ

หลังวิกฤติโควิด-19 ธุรกิจ Grab&Go เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก รวมถึงในไทยที่ผู้คนคุ้นชินกับการสั่งอาหารผ่านแอปฯ คุณเพ็บ นัยนชนก และคุณภัทร ธภรัท สองนักธุรกิจที่เคยผิดหวังจากธุรกิจชาผลไม้ ได้ค้นพบโอกาสใหม่เมื่อได้ลิ้มลอง หมี่ไก่ฉีกสูตรคุณย่า ซึ่งกลายเป็นเมนูยอดฮิตบนโซเชียล ด้วยรสชาติเรียบง่ายแต่ลงตัวจากน้ำพริกหมูกระจกที่ชวนให้สั่งซ้ำไม่หยุด

แพ็กเกจแปลกตา ราคากระแทกใจ แต่ครองใจผู้บริโภคด้วย ‘Grab&Go’
แม้ราคาเปิดตัวของหมี่ไก่ฉีก EMILY’S จะสูงถึง 125 บาท และได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงแรก แต่แบรนด์ก็ฝ่าคำครหามาได้ จนในปี 2024 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของแบรนด์ Emily กวาดรายได้ไปถึง 175 ล้านบาท (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ)

Marketing Tactic ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ คือการโอบรับกระแสธุรกิจแนว Grab&Go ชูเรื่อง ‘ความง่าย’ เหมาะกับวิถีของชาวออฟฟิศ ออกแบบ Package ให้เป็นหมี่กล่องสะดวกพกพา เปิดกล่องทานที่ไหนก็ได้ และยังดูอินเตอร์เหมือนเมนูอาหารจีนที่ขายในต่างประเทศ

การตั้งราคาก็เป็นอีก 1 Tactic ที่น่าสนใจ คนอาจจะมองว่าสูงเกินไปในครั้งแรก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวตอกย้ำว่า ราคาที่สูงจะมาพร้อมกับคุณภาพวัตถุดิบที่ดี อีกทั้ง EMILY’S เชื่อว่าการทำสงครามราคาอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะลูกค้าหลายคนก็เลือกจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่คุ้มค่า

หลังขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จนอยู่ตัว EMILY’S ก็ไม่หยุดอยู่กับที่ แต่ลุยตลาดออฟไลน์ต่อทันที ด้วยอ่านเกมออกว่าสถานการณ์จะค่อย ๆ เป็นปกติเหมือนก่อนโควิด และผู้คนจะต้องออกตามหาสินค้าที่มีหน้าร้านอีกครั้ง จึงเปิด EMILY’S Pop Up ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ฯลฯ และมีหน้าร้านประจำอยู่ที่หัวหมากและอโศก ควบคู่ไปกับการขายออนไลน์เช่นเดิม

และในปี 2025 – 2026 นี้ หมี่ไก่ฉีก EMILY’S วางเป้าใหญ่ เตรียม On Tour ไปทั่วห้างสรรพสินค้าจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย พร้อมวางยุทธศาสตร์ใหม่ ขยายสาขาไปยังต่างประเทศอีกด้วย

ที่มา: TISCO

Pipatchara  – Sustainable Product ที่จับต้องได้ สู่แบรนด์ไทยที่เซเล็บระดับโลกสวมใส่

กระแส Sustainability มีตัวตนอยู่บนสื่อออนไลน์มาแล้วหลายปี และยังกลายเป็นเป้าหมายในการพัฒนา New Arrival ของหลาย ๆ แบรนด์ แต่เรากลับจำแทบไม่ได้ ว่าแบรนด์ไหนบ้างที่ทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นจริง!

เว้นแต่ Pipatchara แบรนด์ Cloating & Accessories ภายใต้การนำของคุณเพชร ภิพัชรา แก้วจินดา ดีไซน์เนอร์ดีกรีนักเรียนทุนฝรั่งเศส และคุณทับทิม จิตริณี แก้วจินดา ผู้เป็นพี่สาว ที่สามารถฉายภาพแบรนด์แฟชันที่ไม่ธรรมดา แต่สามารถพลิกขยะเหลือใช้ให้เป็นชุดเดรสราคาเหยียบแสนได้

ที่มา: onetotea92

เป้าหมายชัด สร้างภาพจำ ลงมือทำจริง – วิธีสร้างแบรนด์แบบ Pipatchara
ท่ามกลางสงครามการซื้อ – ขาย Pipatchara เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ไม่ได้แสดง ‘ความกระหาย’ จะเข้าร่วมสงครามนี้

โดยเฉพาะดีไซน์เนอร์เอกประจำแบรนด์ อย่างคุณเพชร ภิพัชรา ที่มุ่งแต่เพียงสร้างงานคราฟต์รูปแบบใหม่ จับวัสดุเหลือใช้ที่ไม่มีใครต้องการ มาทำชุดและเครื่องประดับแนว Sustainable แบบ High Fashion

และเพื่อสร้างภาพจำให้กับสิ่งนั้น คุณเพชรจึงออกแบบ ‘Infinitute’ (แปลว่าอนันต์, ไม่มีขอบเขต) วัสดุรูปสามเหลี่ยมขอบมน สำหรับประดับและถักทอ และยังเป็นชื่อคอลเล็กชันแนว Sustainable ของแบรนด์ Pipatchara ให้เป็น Signature ที่คนเห็นแล้วจำได้ทันที ไม่เพียงเท่านี้! คุณเพชรยังลงมือทำให้ Infinitute ทุกชิ้นมีชีวิต ด้วยการนำฝาขวดน้ำมาบีบอัดจนได้รูปทรง และดีไซน์เทคนิคการถัก การร้อย Infinitute เป็นเครื่องประดับชิ้นต่าง ๆ ด้วยตัวเอง พร้อมอัดคลิปโชว์ Process การร้อย Infinitute เข้าด้วยกันให้คนชมบน TikTok อีกด้วย

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Pipatchara คือการทำงานกับชุมชน ออกฝึกอาชีพแม่บ้านในพื้นที่ห่างไกล ให้มาช่วยเนรมิตงาน Hand Made จนสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่เหล่านั้นได้

สุดท้าย เมื่อ Concept และคุณค่าของแบรนด์ชัดเจนในตัวเอง Pipatchara จึงจัดแสดงงานแฟชันโชว์สวย ๆ ร่วมกับ Celebrity ในวงการให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จนกลายเป็นเสื้อผ้าแบรนด์ไทยที่ LISA เลือกใส่ในงาน After Party – Monaco F1 Grand Prix 2024 และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ที่มา: SME Startup

karun  – ฉีกทุกกฎ Marketing ขายชาไทยอย่างเดียวแต่ดีจริง จนคนต้องต่อคิวซื้อ

karun (การัน) ก่อตั้งโดย คุณรัส ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ ที่นำสูตรชาไทยจากคุณแม่มาพัฒนาเป็นชาไทยพรีเมียม ที่แม้จะเลือกขายในราคาสูงเท่ากาแฟชื่อดัง แต่ก็ยังครองใจลูกค้าไทย

ที่มา: karun

แหวกแนวกว่าใคร กลยุทธ์ ‘ชาไทยที่จริงใจ’ ขายแค่ชาไทย แต่มีให้เลือก 40+ แบบ
karun เริ่มต้นจากการวิจัยความต้องการและไม่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคชาไทยอย่างจริงจัง ทำให้สามารถสร้างสรรค์ Signature Thai Tea ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งสี กลิ่น และรสชาติที่สมดุล ไม่เข้มเกินไป หวานน้อย และมีกลิ่นหอมชาปิดท้าย ซึ่งตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ ยังต่อยอดผลิตภัณฑ์ด้วยการพัฒนาชาไทยกว่า 40 สูตร โดยใช้ชาไทยเป็น Base แต่เพิ่มลูกเล่นด้วยกลิ่นและส่วนผสมใหม่ๆ เช่น ชาไทยกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ ชาไทยกลิ่นวานิลลาและเมล็ดโกโก้ ชาไทยสูตรนมโอ๊ต และชาไทยกลิ่นดอกแมกโนเลีย กลยุทธ์นี้ช่วยขยายฐานลูกค้า และสร้างความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากจะครีเอตเมนูหลากหลาย karun ยังเป็นร้านชาไทยที่ยกระดับ Image ของเครื่องดื่มคู่บ้านให้เป็นเมนูคาเฟ่ราคาแพง ผ่านการใช้บรรจุภัณฑ์เป็นขวดแก้วฝาเกลียวโดดเด่น และการออกแบบร้านที่ใคร ๆ ก็ต้องเหลียวมอง เพราะโทนสีแดงคู่สีทองที่เตะตา

รสชาติและความแปลกใหม่ของ karun ทำให้ร้านขยายได้ถึง 15 สาขาใจกลางเมือง และรายได้ทะยานสู่หลักร้อยล้านได้สำเร็จ

ที่มา: ENNXO

GENTLEWOMAN  – ฮิตติดโซเชียล! กระเป๋าแบรนด์เดียวที่ผู้หญิงเกือบทั้งประเทศสะพายพร้อมกัน

GENTLEWOMAN แบรนด์ Cloating & Accessories ขวัญใจ Gen Z ก่อตั้งโดยคุณแพง รยา วรรณภิญโญ เจ้าของธุรกิจที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ จากการ Balance สไตล์ที่แตกต่างเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น Hub ของโลกแฟชั่น ที่ไม่ว่าผู้หญิงสไตล์ไหนก็ถูกใจ GENTLEWOMAN ได้

ที่มา: bkkmenu

มองไปทางไหนก็เห็นแต่ GENTLEWOMAN จนจำแบรนด์ได้อย่างไม่รู้ตัว
ตัวตนของ GENTLEWOMAN ก็เป็นอะไรที่จับต้องได้ ภาพของผู้หญิงแบบ GENTLEWOMAN คือผู้หญิงที่นำเทรนด์ โดดเด่น และมีหลายเฉดในตัวเอง ไม่ยึดติดกับรูปแบบใด ๆ เหมือนโลโก้ GENTLEWOMAN ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ จนติดเป็นภาพจำ แม้จะเป็นโลโก้ของแบรนด์ ๆ เดียว แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะมีวิธีจัดวางไม่เหมือนกัน บาง Product โลโก้อาจเหลื่อมกัน โชว์ไม่หมดทุกตัวอักษร เล็ก/ใหญ่ แล้วแต่แนวคิดของคอลเล็กชันนั้น ๆ 

ถึงโลโก้จะมีดีไซน์ต่างกัน แต่ผู้หญิงทุกคนที่มองเห็นโลโก้นี้กลับจดจำแบรนด์ได้ไม่ลืม นับว่าเป็น ‘กลยุทธ์สร้างภาพจำ’ ที่ดูพื้นฐาน แต่น่าสนใจมากทีเดียว

ตั้งโจทย์ให้แต่ละคอลเล็กชันตอบโจทย์คนแต่ละไลฟ์สไตล์
ด้วยความตั้งใจที่อยากให้แบรนด์ดูเป็นกลาง และมองคอลเล็กชันเป็นเพียงสีสัน พร้อมผสมรวมกับอะไรใหม่ ๆ ได้ตลอด GENTLEWOMAN แต่ละคอลเล็กชัน จึงไม่ได้รังสรรค์เพื่อลูกค้ากลุ่มเดียวกัน แต่มีโจทย์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคอลเล็กชัน และร่วมงานกับดีไซเนอร์หลายคน แต่ละคนก็มีสไตล์เป็นตัวเอง

ปัจจุบัน GENTLEWOMAN มีรายได้ปีล่าสุดเกิน 2,000 ล้านบาท และขยายจนมีทั้งหมด 26 สาขาทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด

สรุป Key Takaways: การทำ Product-based Branding

จากความสำเร็จของแบรนด์ไทยยุคใหม่ สรุป 3 บทเรียนสำคัญได้ดังนี้:

  • ยอดขายจะยั่งยืน ถ้าสินค้าดีจริง: คุณภาพสินค้าที่โดดเด่นและตอบโจทย์ผู้บริโภคคือกุญแจสู่ยอดขายที่มั่นคง
  • ขาย Story ได้ แต่ต้องไม่บดบังสินค้า: เรื่องราวผู้ก่อตั้งช่วยดึงดูด แต่ตัวสินค้าเองต้องแข็งแกร่งพอให้ลูกค้าจดจำและซื้อซ้ำ
  • คุณภาพและ Packaging สร้าง Brand Recall: ลงทุนในคุณภาพและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น คือวิธีลัดสู่การสร้างการจดจำแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพ

References:

GENTLEWOMAN งบปี 2567 รายได้ 2,067 ล้านบาท กำไร 618 ล้านบาท

ลงทุนเกิร์ล: https://www.longtungirl.com/17118 

Karun สูตรความสำเร็จ ‘ชาไทยพรีเมียม’ รายได้หลัก 100 ล้าน พร้อมปักธงโกอินเตอร์

Forbes: https://forbesthailand.com/people/shining-star/karun-premium-thai-tea-target-income-200-million-baht-2024