Reuters รายงานว่า สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนปีที่แล้ว คือ “The Biggest War of Fake News Era” เพราะเต็มไปด้วยข้อความเท็จแจ้งเตือนให้อพยพ การใช้ Deepfake AI และข้อมูลเท็จบนโซเชียลมีเดีย

ไม่แปลกหากคุณรู้สึกคุ้นเคยกับสถานการณ์เหล่านี้ เพราะในสภาวะความขัดแย้งระหว่างชายแดนไทย – กัมพูชาก็กำลังมีอะไรแบบนี้ระบาดเช่นเดียวกัน ครีเอเตอร์คนเก่ง (บางท่าน) เลือกโชว์สกิล Gen AI สุดเก๋า ด้วยการเผยแพร่ ข่าวปลอม / คลิปปลอม / คลิปเสียงปลอม ส่วนนักท่องโซเชียลที่ผ่านมาเห็นก็กดแชร์ด้วยความหวังดี อยากแพร่ ‘ข่าวจริง’ เมื่อ 2 คนนี้มาเจอกัน ลองคิดดูสิ…ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ครีเอเตอร์มือดี Gen AI รายงานข่าวความขัดแย้งไทย – กัมพูชา
ท่ามกลางความตึงเครียดจากภาวะสงคราม โลกโซเชียลได้แชร์ภาพข่าว ‘เจ้าจ๋า’ วีรบรุษประจำยอดภูมะเขือ สุนัขจรที่มีส่วนร่วมรบ และเป็นหนึ่งในผู้ที่สละชีพในสงคราม ข่าวเจ้าจ๋าดึงดูดให้คนรักสุนัขและ Community คนเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเข้ามาร่วมไว้อาลัย จนจากภาพที่แชร์ต่อกันกลายเป็นคลิป และคลิปก็เริ่มแพร่สะพัดออกไป
ทว่าเริ่มมีคนสังเกตความผิดปกติของคลิป ว่าทำไมจึงมีแต่คลิปที่สร้างจาก AI หาคลิปรายงานข่าวจริง ๆ ไม่เจอ ที่สุดแล้วความจริงก็เปิดเผย ว่าสุนัขที่ชื่อเจ้าจ๋าไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงเรื่องแต่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพข่าวทหารไทยขึ้นไปปักธงชาติบนยอดภู (ไม่ยืนยันว่าเป็นภูมะเขือ) และในภาพมีสุนัขไม่ทราบชื่อร่วมเฟรมด้วย
จากเรื่อง ‘ชวนซึ้ง’ กลายเป็น ‘ชวนอึ้ง’ ภายในข้ามคืน เพราะอานุภาพของการสร้างคอนเทนต์ด้วย AI แต่ข่าวนี้ก็ยังไม่นับว่าก่อให้เกิดความเสียหาย จนกระทั่งครีเอเตอร์เหล่านั้นยกระดับการใช้ AI ขึ้นไปอีกขั้น…

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อคลิป AI เนียนจนคนเริ่มจับไม่ได้
เราทุกคนรู้ดีว่า ฟืนที่ช่วยสุมกองไฟแห่งความขัดแย้งให้โหมแรงขึ้นก็คือ ‘ข่าวปลอม’
ด้วยเหตุผลนี้ ไทยจึงเดินหน้าเปิดความจริงให้ประชาคมโลกได้เห็น ผ่านคอนเทนต์เคลียร์ความจริงเบื้องหลังสงคราม พร้อมติด #TruthfromThailand เพื่อหวังรวมพลังต่อสู้กับข่าวปลอมจากฝ่ายตรงข้าม
แต่ทว่าในไทยเอง กลับมีผู้ที่จงใจใช้ AI ทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีเดียวกัน จนปรากฏ ‘ข่าวปลอมที่ไทยเป็นผู้สร้าง’ น่าเสียดายที่หลายคนรู้ไม่เท่าทัน และแชร์ออกไป
ตัวอย่างข่าวปลอมจาก AI Deepfake แบบเนียนจนคนแทบจับไม่ได้ คือคลิปแถลงการณ์เป็นภาษาไทยของพลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชา ซึ่งกล่าวต่อว่าทางการไทย ที่ไม่ยอมให้กัมพูชาส่งคนเข้าไปรักษา ทิ้งท้ายด้วยวลีเด็ดว่า “พวกเสียม (Siam) ไม่มีน้ำใจ”
หลังคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ไม่มีใครสังเกตสักนิดว่า ทำไมต้นคลิปถึงมีความยาวแค่ไม่กี่วินาที และกว่าสื่อหลักหลายสำนักจะยืนยันว่าเป็น ‘คลิปปลอมจาก AI’ กระแสชาตินิยมและความเกลียดชังก็ทำให้คลิปกระจายไปไกล
รู้ไหม? ใช้ AI สร้างข่าวเท็จ เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ และมีกฎหมายควบคุม
แม้จะดูร้ายแรงและน่าตกใจ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเชื่อข่าวปลอมจาก AI Deepfake

ทวีปที่เจอปัญหานี้มาก่อนเราคือยุโรป พวกเขาจึงมี ‘พระราชบัญญัติการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (EU AI Act)’ มาเป็นกรอบในการกำกับดูแลการใช้ AI ทั่วสหภาพยุโรป ซึ่งฉบับแรกเพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ใน 27 ประเทศสมาชิก (ที่มา: White & Case)
สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีกฏหมายที่ควบคุมเรื่อง AI โดยเฉพาะ แต่ผู้ที่ใช้ AI สร้างข้อมูลเท็จ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ก็มีโทษตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ หนึ่งในกรณีศึกษาของเรื่องนี้ คือนักพากย์ชื่อดังท่านหนึ่งที่โดนมือดีนำภาพและเสียงไปทำ AI Deepfake เพื่อเปิดเพจแนว Parody ล้อเลียน โดยที่เจ้าตัวไม่อนุญาต เรื่องนี้ผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ที่มา: ThaiPBS)
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพิ่งเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างหลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฉบับแรกของประเทศไทย และมีแผนจะผนึกกำลังกับ UNESCO จัดตั้งศูนย์จริยธรรม AI แห่งแรกในเอเชีย (ที่มา: TheActive)
ไม่ใช่แค่ครีเอเตอร์ แต่ฟากสื่อมวลชนเอง ก็เริ่มกำหนดแนวทางเรื่อง AI
วิกฤตข้อมูลเท็จไม่ได้ระแวดระวังกันเฉพาะฝั่งครีเอเตอร์เท่านั้น ฟากสื่อมวลชนเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2566 องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) พร้อมด้วยองค์กรพันธมิตรทั้ง 16 แห่ง ร่วมกันร่างมาตรฐานจริยธรรมสากล (กฎบัตรปารีส) เกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานสื่อมวลชน บังคับใช้ในสหภาพยุโรป เพื่อให้สื่อมวลชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการใช้ AI ด้วย
สำหรับประเทศไทยเอง สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ก็เพิ่งจะประกาศใช้ แนวปฏิบัติเรื่อง การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เอไอ ให้เป็นไปตามจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยให้สื่อมวลชน “พิจารณาหลีกเลี่ยงนำเสนอเนื้อหาที่สร้างโดย Generative AI” และ “พึงระวังการใช้ AI ในกระบวนการผลิตเนื้อหา”
สรุป: 5 สิ่งที่ครีเอเตอร์ต้อง ‘ตระหนัก’ ก่อนผลิตเนื้อหา AI รายงานข่าวในสถานการณ์อ่อนไหว
- ความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบ: การใช้ AI หรือ Deepfake ในการสร้างข่าวอาจทำลายความน่าเชื่อถือที่คุณสั่งสมมาทั้งหมด หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น
- ผลกระทบทางจิตใจต่อผู้รับชม: เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและภัยพิบัติ มีผลกระทบทางอารมณ์สูง การใช้ AI อาจสร้างความสับสนและทำให้ผู้รับชมแยกแยะความจริงกับเรื่องแต่งได้ยาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขา
- คุณอยากเป็น ‘มือดีที่สร้างข่าวปลอม’ จริงหรือ?: AI สามารถสร้างเนื้อหาที่ดูเหมือนจริงได้อย่างน่าตกใจ นำไปสู่การแพร่กระจายข่าวปลอมหรือบิดเบือนข้อมูลอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและเพิ่มความขัดแย้งในสังคม
- คุณค่าทางจริยธรรม: ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าการใช้ AI สร้างเนื้อหาจากความทุกข์ยากนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ของผู้อื่น ซึ่งขัดต่อจริยธรรมของครีเอเตอร์
- ความเสี่ยงทางกฎหมายและอาชีพ: การสร้างและเผยแพร่ Deepfake ที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอาจมีผลทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของคุณในฐานะครีเอเตอร์ จนอาจทำให้สูญเสียผู้ติดตามไปในที่สุด
ฝั่งคนเสพข่าวก็ต้องชัวร์!: 5 วิธีเช็กก่อนแชร์ – ไม่ให้คุณกลายเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอม
- มองหาสัญลักษณ์หรือ Hashtag: มือดีหลายคนป้องกันตัวเองด้วยการติดป้ายกำกับ หรือแอบติด #AI เอาไว้แต่ไม่โดดเด่นนัก ผู้ที่ไม่ทันได้สังเกต จึงกลายเป็นคนแชร์คลิปปลอม AI โดยไม่รู้ตัว
- สังเกตตัวคลิป: คลิปที่ทำด้วย AI ส่วนมาก จะมีการเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติ เช่น การขยับแขน ขยับตา ปาก ที่เชื่องช้า ดูระมัดระวัง และหลายครั้ง ภาพของตัวละครเอกกับสิ่งของ ฉาก หรือคนอื่น ๆ ในภาพจะไม่สัมพันธ์กัน
- ตามหาแหล่งที่มา: ไม่ว่าเนื้อหาจะน่าสนใจ หรือชวนให้ความเกลียดชังทะลุปรอทแค่ไหน อย่าเพิ่งแชร์ต่อในทันที ลองหาดูว่ามีสื่อกระแสหลัก หรือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้แชร์เนื้อหานั้นบ้างไหม และต้นทางมาจากที่ไหน
- ให้ AI ช่วยวิเคราะห์: หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง! บางครั้ง AI อาจจะช่วยคุณได้ ลองบันทึกคลิปไว้แล้วใช้ Generative AI ช่วยวิเคราะห์ เหมือนที่ผู้ใช้งาน X ให้ Grok ช่วย
- อ่านคอมเมนต์ก่อน: ในบรรดาคอมเมนต์นับร้อยที่ไหลไปตามกัน มักจะมี 1 – 2 คนที่ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจ เช่น “AI ไหม?”, “ใช่คลิปจริงเหรอ?” ถ้าเริ่มมีคนตั้งข้อสงสัยกันมากขึ้น หรือมีอยู่เรื่อย ๆ สลับกับคอมเมนต์ที่มีอารมณ์ร่วมกับคอนเทนต์ ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า นี่อาจเป็นข่าวปลอมจาก AI จริง ๆ ก็ได้
ปั่นข่าวปลอมจนย่ามใจ รู้ไหม? เสียหายมากกว่าที่คิด
ยังมีอีกหลายคอนเทนต์ AI ที่ถูกนำมาปั่นกระแสเป็นข่าวปลอม ไม่เว้นแม้กระทั่งความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้นำประเทศคู่กรณี แม้จะไม่ใช่ข่าวปลอมที่เกี่ยวกับสงครามโดยตรง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วย ‘ข้อมูลเท็จ’
หากใครก็ตามที่กำลังคิดว่า ‘ข่าวปลอม’ คืออาวุธที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ใช่แค่ความสะใจ แต่ ‘ความเชื่อมั่นบนเวทีโลก’ จะเป็นสิ่งที่ไทยต้องสูญเสียไป เพราะการเลือกสู้ด้วยวิธีนี้ นอกจากจะเป็นการด้อยค่าความพยายามของผู้เสียสละทั้งหลาย ยังทำให้ภาพลักษณ์ของเราไม่ต่างอะไรกับอาชญากรทางข้อมูลที่ตัวเองกำลังประณาม


