เบื้องหลังความอร่อยที่ซ่อนอยู่ไกลถึงก้นทะเลเมื่อมื้ออาหารของเราส่งผลต่อสมดุลธรรมชาติ

แสงไฟระยิบระยับในห้องจัดเลี้ยง เสียงแก้วกระทบกัน และรอยยิ้มของผู้คนที่มาร่วมแสดงความยินดี คือภาพจำสากลของความสุขในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง สำหรับสังคมไทย การให้เกียรติแขกผู้มาเยือนผ่านเมนูอาหารจานพิเศษถือเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน บ่อยครั้งที่เจ้าภาพพยายามเสาะหาวัตถุดิบที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ ความหรูหรา และความปรารถนาดี เมนูซุปหูฉลามร้อนๆ จึงมักปรากฏอยู่บนโต๊ะจีนในงานแต่งงาน งานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ หรือมื้ออาหารค่ำในโอกาสสำคัญ

ทว่า เบื้องหลังรสชาติอันกลมกล่อมและภาพลักษณ์อันโอ่อ่าเหล่านั้น มีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไกลออกไปใต้ท้องทะเลลึก ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์และระบบนิเวศขนาดใหญ่ในแบบที่เราอาจไม่เคยหยุดตั้งคำถามมาก่อน แคมเปญ “ฉลองไม่ฉลาม” โดยองค์กร WildAid Thailand กำลังส่งสัญญาณชวนให้เราย้อนกลับมาทบทวนวัฒนธรรมการกินและการเฉลิมฉลองในมุมมองใหม่

นิยามความอุดมสมบูรณ์ที่สั่นคลอนสมดุลมหาสมุทร

ในทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ฉลามทำหน้าที่เป็นผู้ล่าอันดับสูงสุดบนยอดพีระมิดห่วงโซ่อาหาร โดยพฤติกรรมการล่าของฉลามช่วยควบคุมประชากรสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่

ทว่า ความต้องการผลิตภัณฑ์จากปลาฉลามส่งผลให้ประชากรฉลามและปลากระเบนในมหาสมุทรทั่วโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีปริมาณลดลงถึง 71% ตั้งแต่ปี 1970 ข้อมูลระบุว่ามนุษย์จับฉลามเฉลี่ยถึงปีละ 80 ล้านตัว โดยในจำนวนนี้มีถึง 25 ล้านตัวที่เป็นสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

หากบีบวงแคบเข้ามามองสถานการณ์ในน่านน้ำไทย ข้อมูลอัปเดตล่าสุดระบุว่า ประเทศไทยพบฉลามรวม 89 ชนิด โดย 58% มีสถานภาพเสี่ยงสูญพันธุ์ตามเกณฑ์ IUCN Red List และหากอ้างอิงตามเกณฑ์ Thailand Red Data ตัวเลขนี้จะขยับสูงถึง 70% สถิตินี้สอดคล้องกับปริมาณการจับปลาฉลามของกรมประมงที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสถิติมูลค่าสูงสุดที่เคยจับได้ราว 18,000 ตันในปี 2003 ลดลงเหลือเพียง 168 ตันในปัจจุบัน ความลดลงอย่างมหาศาลนี้สะท้อนว่าประชากรฉลามกำลังเผชิญหน้ากับภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง

การหายไปของฉลามส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในระบบนิเวศทางทะเล หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ Trophic Cascades และ Mesopredator Release เมื่อไม่มีผู้ล่าคุมพฤติกรรม สัตว์ผู้ล่าลำดับรองหรือสัตว์ระดับกลางในห่วงโซ่อาหาร เช่น ปลาหมอทะเลขนาดใหญ่ จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้พวกมันออกล่าปลากินพืชอย่างปลานกแก้วจนลดจำนวนลงอย่างมาก เมื่อปลานกแก้วที่เป็นผู้ทำความสะอาดแนวปะการังมีน้อยลง สาหร่ายทะเลจึงขยายตัวจนปกคลุมปะการัง ขัดขวางการฟื้นตัวของแนวปะการังจากภัยคุกคามอื่นๆ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าพฤติกรรมการล่าของฉลามเสือช่วยทำให้เต่าทะเลและพะยูนระแวดระวังตัวและกระจายพื้นที่หากิน ไม่ซ้ำซ้อนอยู่ที่จุดเดิม ส่งผลให้แนวหญ้าทะเลอันเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่เร็วกว่าป่าฝนเขตร้อนถึง 35 เท่า ได้รับการปกป้องจากการถูกกัดกินจนเสียหายมากเกินไป การลดลงของฉลามจึงส่งผลกระทบเชิงลบย้อนกลับมาสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกโดยอ้อม

สารตกค้างในความหรูหรา มีมุมมองด้านสุขภาพที่ซ่อนอยู่

นอกเหนือจากมิติทางสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมการบริโภคเมนูจากฉลามยังมีประเด็นด้านสุขอนามัยที่ผู้บริโภคอาจมองข้าม งานวิจัยระดับสากลที่ศึกษาตัวอย่างผลิตภัณฑ์หูฉลามแห้งแปรรูปในตลาดเอเชียพบว่า หูฉลามร้อยละ 49 มีการสะสมของสารปรอท (Mercury) ในรูปแบบเมทิลเมอร์คิวรี (Methylmercury) ซึ่งเป็นสารพิษต่อระบบประสาท รวมถึงสารหนู (Arsenic) ในปริมาณที่สูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภคของมนุษย์

เนื่องจากฉลามเป็นสัตว์อายุยืน เจริญเติบโตช้า และอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของระบบนิเวศ โลหะหนักจากสิ่งแวดล้อมจึงสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อและอวัยวะเข้มข้นขึ้นตามอายุขัย รายงานการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพระบุชัดเจนว่า สตรีในวัยเจริญพันธุ์รวมถึงเด็กควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผลิตภัณฑ์จากฉลามอย่างเด็ดขาด ความจริงข้อนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของหูฉลามในฐานะอาหารบำรุงสุขภาพในอดีต เปลี่ยนแปลงเป็นความเสี่ยงทางสุขภาพที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและคนที่รักในครอบครัว

แคมเปญ ‘ฉลองไม่ฉลาม’ กับการทบทวนค่านิยมเดิมทางสังคม

ความพยายามในการสื่อสารเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการตำหนิรสนิยมส่วนบุคคล หรือกล่าวโทษผู้ที่เคยบริโภคหูฉลามในอดีต แคมเปญ “ฉลองไม่ฉลาม” โดย WildAid Thailand เลือกที่จะขับเคลื่อนผ่านการชวนคิดและตั้งคำถามกับพฤติกรรมที่เราอาจทำตามกันมาโดยไม่ทันสังเกต โดยชวนให้สังคมมองเห็นนิยามใหม่ของการแสดงความยินดี

แก่นแท้ของแคมเปญคือการนำเสนอว่า ความหมายที่แท้จริงของงานเลี้ยงและการให้เกียรติไม่ได้ผูกขาดอยู่กับความหายากหรือมูลค่าของวัตถุดิบในจานอาหาร เจ้าภาพและผู้บริโภคสามารถเลือกส่งต่อความปรารถนาดีผ่านเมนูทางเลือกอื่นๆ ที่มีความประณีต รสชาติยอดเยี่ยม และแสดงออกถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในมื้ออาหารเพียงหนึ่งมื้อ จึงแสดงให้เห็นถึงการขยับเคลื่อนทางความคิดที่ยอมรับความรับผิดชอบต่อธรรมชาติรอบตัว

พลังแห่งการเล่าเรื่อง เมื่อคอนเทนต์ครีเอเตอร์ช่วยเปิดหน้าต่างบานใหม่ให้สังคม

ในมุมมองของ 9Conversations ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของแคมเปญนี้คือวิธีการสื่อสาร ข้อมูลเชิงวิชาการ ตัวเลขสถิติ และรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป ทว่าการเข้ามามีส่วนร่วมของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ช่วยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแปลเรื่องราวดังกล่าวให้เข้าถึงง่าย

ผ่านแคมเปญ TikTok Prompter Challenge #ฉลองไม่ฉลาม ซึ่งสร้างสรรค์โดย CreativeMOVE by Greenery ร่วมกับ TikTok for Good และ WildAid Thailand กลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์จำนวน 49 คน ได้ร่วมเปิดบทสนทนาที่สร้างสรรค์ นำไปสู่การขยายผลที่มีครีเอเตอร์กว่า 1,997 คนมาร่วมทำคอนเทนต์รวมกว่า 3,525 คลิป สร้างยอดการรับชมสูงถึง 17.6 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 9 วัน

พลังของการสื่อสารรูปแบบนี้ไม่ได้เน้นย้ำความน่ากลัว แต่เป็นการนำประเด็นสิ่งแวดล้อมมาผูกโยงกับไลฟ์สไตล์ ความเชื่อ วัฒนธรรม และรสนิยมการใช้ชีวิต คอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถเปลี่ยนเรื่องราวใต้ทะเลให้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์บนหน้าจอมือถือ ทำให้ผู้ติดตามเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงและตระหนักว่า การตัดสินใจเลือกเมนูอาหารในชีวิตประจำวันของพวกเขา มีผลลัพธ์เชิงบวกต่อโลกใต้น้ำอย่างคาดไม่ถึง

ที่สุดแล้ว การเลือกที่จะเปลี่ยนนิยามของการเฉลิมฉลองในค่ำคืนสำคัญ จากเดิมที่เคยใช้วัตถุดิบหายาก เปลี่ยนมาเป็นการเลือกเมนูที่โอบรับความสมบูรณ์ของธรรมชาติ คือการแสดงออกถึงรสนิยมและความรับผิดชอบร่วมกันในสังคมมนุษย์ เมื่อเราเลือกที่จะคืนความปลอดภัยให้แก่ฉลาม มหาสมุทรจะยังคงทำหน้าที่โอบอุ้มความสมดุลของโลกใบนี้ต่อไป และนั่นอาจเป็นของขวัญและการเฉลิมฉลองที่แท้จริงที่มนุษย์สามารถส่งมอบให้แก่โลกใบนี้

หากคุณอยากติดตามเรื่องราว ความเคลื่อนไหว และมุมมองใหม่ๆ ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลระบบนิเวศทางทะเล สามารถร่วมอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญนี้ได้ที่ Facebook: WildAid Thailand www.facebook.com/WildAidThailand