เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เราคุ้นชินกับละครคุณธรรมที่ติด tag “เนื้อหานี้สร้างด้วย AI” รู้ตัวอีกทีก็มีคลิปสตรอว์เบอร์รี่กับกล้วยหอมนอกใจกันผุดขึ้นเต็มฟีด ตามมาด้วยผักกาดแก้วอินฟลูเอนเซอร์สาว รักสามเศร้าของเห็ดหลากชนิด และสารพัดสิ่งของมากมาย จนกลายเป็นเทรนด์ละคร AI ที่ว่ากันว่าอาจพลิกโฉมทั้งอุตสาหกรรม
9 Conversations ชวนสำรวจว่าทำไมละคร AI ถึงก้าวขึ้นมาเป็นคอนเทนต์ชั้นนำ สิ่งนี้จะกระทบกับองค์รวมของวงการภาพยนตร์แค่ไหน และถ้าเลี่ยงไม่ได้ เราจะเอามาต่อยอดอะไรในเชิง Marketing ได้บ้าง

สำหรับคนไม่เคยดู ละคร AI คืออะไร?
ละคร AI คือละครสั้นคลิปละไม่เกิน 1 นาทีบน TikTok สร้างด้วยเครื่องมือ AI ตลอดทั้งกระบวนการ หรืออาจใช้ AI เขียนบท สร้างคาแร็กเตอร์ และนำไปตัดต่อด้วยเครื่องมือปกติ เนื้อหาของละครประเภทนี้จะคล้ายคลึงกับละครคุณธรรม มีตัวเอก ตัวร้าย และมีบทสรุปที่คาดเดาได้ มีหลายรูปแบบให้เลือกชม ทั้งละครที่ generate ออกมาเป็นภาพคน ตลอดจนละครที่สร้าง ‘ความแปลกใหม่’ ดึงดูดให้ต้องดู เช่น ออกแบบตัวละครให้เป็นผลไม้ อาหาร สัตว์ หรือสิ่งของ ทำให้ผู้ชมได้เห็นฉากที่ไม่มีวันสร้างขึ้นจริงได้

ทำไมคนจำนวนมากถึงชอบดูละคร AI ทั้ง ๆ ที่ภาพและเสียงไม่ได้สมบูรณ์แบบ
ยุคหนึ่งของทีวีดิจิทัล ละครจากทุกช่องแข่งกันทำภาพให้คมชัด และขายมุมภาพ Cinematic เหมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ แต่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นก้าวเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง ทำให้คนคุ้นชินกับการจดจ่ออยู่กับคลิปความยาวไม่กี่วินาที ดังนั้น “สื่ออะไรก็ตามที่ช่วงชิงความสนใจได้ในช่วงเวลาเพียงเท่านี้ จึงประสบความสำเร็จในการสร้างยอดวิว”
แล้วทำไมละคร AI จึงช่วงชิงความสนใจจากผู้คนได้ล่ะ?
ข้อมูลที่น่าสนใจจากเว็บไซต์ The Conversation อธิบายว่า ละครสั้น AI เหล่านี้ทำงานกับสมองแบบเดียวกับการพนัน เชื่อมโยงกับ Dopamine Signaling (การส่งสัญญาณให้หลั่งโดปามีน) และ Reward Leaning (การเรียนรู้แบบให้รางวัล) เนื่องจากสมองของมนุษย์เราสนใจเรื่องแปลกใหม่อยู่ตลอด และการที่เราไถฟีดชมละคร AI เหล่านี้ โดยที่ไม่รู้ว่าจะเจอละครเรื่องใหม่อีกเมื่อไหร่ ดีไซน์ตัวละครจะแปลกใหม่กว่าเดิมแค่ไหน พฤติกรรมนี้เป็นเหมือน “การให้รางวัลแบบไม่มีแพตเทิร์นแน่นอน” การคาดไม่ถึงนี้กระตุ้นให้สมองหลั่งโดปามีน และรอคอยที่จะได้เห็นสิ่งนั้นซ้ำ ๆ

รู้ไหม? คนเราชอบเสพอะไรที่ ‘ผิดปกติ’
ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือสร้างภาพตัวละครออกมาได้สวยแค่ไหน เนื้อหาสมจริงอย่างไร แต่ละคร AI เหล่านี้จะขาดตรรกะบางอย่าง หรือความเป็นมนุษย์บางแง่มุมเสมอ
ความไม่สมเหตุสมผลนี้ทำให้มนุษย์รู้สึกเครียด แต่ตามทฤษฎีความไม่คล้องจองกันทางปัญญา หรือ Cognitive Dissonance Theory แล้ว แทนที่จะหลีกเลี่ยง มนุษย์มักเฝ้าดูต่อไปเพื่อหาทางแก้ไขความตึงเครียดนั้น แม้ในใจจะมีคำถามตลอดเวลา ตัวเองกำลังดูอะไร สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะนำไปสู่อะไร แต่ก็หยุดดูไม่ได้อยู่ดี
คุณอาจคิดไม่ถึง แต่ทุกคนสร้างละคร AI เองได้!
อุตสาหกรรมภาพยนตร์หรือละครต้องใช้ทีมโปรดักชันมืออาชีพ และทีมงานเป็นสิบเป็นร้อยชีวิต แต่ละคร AI ใช้เพียง User ที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ กับเครื่องมืออีก 3 – 4 ตัวก็สามารถสร้างขึ้นมาได้
- เริ่มจากใช้ AI Chatbot ยอดนิยมอย่าง ChatGPT หรือ Gemini ช่วยร่างโครงเรื่อง ออกแบบคาแร็กเตอร์ตัวละคร และคิดบทให้
- จากนั้นสร้างภาพตัวละครและฉากด้วย Midjourney, Leonardo หรือ Dzine.ai
- ได้ภาพแล้วนำมาทำให้เคลื่อนไหวต่อด้วย KlingAI หรือ Luma Dream Machine
- สร้างเสียงพากย์ให้สมจริง (เท่าที่ทำได้) ด้วย Botnoi Voice หรือ ElevenLabs
- ตัดต่อทุกฉากรวมกันด้วย Capcut หรือโปรแกรมตัดต่อพื้นฐานอื่น ๆ
ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนคร่าว ๆ ที่แค่มีคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำได้ สำหรับคนที่ต้องการสร้างหลายคลิป ก็เสียเพียงแค่ค่าสมาชิกรายเดือน/รายปี ของเครื่องมือแต่ละตัวเท่านั้น ความง่าย – เร็ว – และผลิตได้ครั้งละมาก ๆ นี้เอง ทำให้เทรนด์ละคร AI ถูกมองว่าจะมาพลิกโฉมวงการภาพยนตร์

แม้แต่ละครคุณธรรม ที่ก่อนหน้านี้กำลังมาแรง ก็กำลังถูกเทรนด์การใช้ AI เข้ามา Disrupt เช่นกัน เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยูฮัก มีเดีย บริษัทผลิตสื่อมัลติมีเดียชื่อดังจากจีน เปิดตัว 2 คาแร็กเตอร์ ‘ฉิน หลิงเยว่’ และ ‘หลิน ซีหยาน’ ซึ่งสร้างขึ้นจาก AI ทำให้อุตสาหกรรมละครสั้นจีนเริ่มกังวลว่าจะส่งผลกระทบกับอาชีพของคนเบื้องหลังมากมาย (ที่มา: ข่าวสด)
มองอีกมุม ละคร AI เปิดทางให้แบรนด์สร้าง Content Experience ได้มากขึ้น
ละคร AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ภาพยนตร์ – โฆษณา – คอนเทนต์ เริ่มเลือนลง เพราะแบรนด์สามารถสร้าง storytelling แบบ Cinematic ได้โดยไม่ต้องใช้โปรดักชั่นขนาดใหญ่
แม้จะดูเป็นวิกฤต แต่สำหรับวงการ Marketing ถือได้ว่ามีโอกาสซ่อนอยู่ในนั้น เพราะสามารถเริ่มได้ทันที ไม่ต้องเตรียมทีมโปรดักชั่น ยิ่งเริ่มไว ยิ่งไปได้เร็วกว่าคนอื่น!
และทั้งหมดนี้คือไอเดียที่แบรนด์จะนำละคร AI ไปต่อยอดได้ในเชิง Marketing
สร้าง Campaign Teaser แบบไว ๆ ด้วย AI
ถือโอกาสเรียนรู้วิธีใช้ AI และเครื่องมือตัดต่อต่าง ๆ ด้วยการสร้าง Campaign Teaser ฉบับ AI ตามสไตล์แบรนด์ของคุณเอง เน้นปล่อยให้เป็นไวรัลไว ๆ บน Social Media
ในอดีต การจะปล่อย Teaser เพื่ออุบไต๋แคมเปญใหญ่ แบรนด์ต้องยอมเจียดงบโฆษณาและเวลาส่วนหนึ่งไปกับการถ่ายทำล่วงหน้า แต่ด้วย AI คุณสามารถเนรมิตฉาก Sci-fi สุดล้ำ ฉากโลกอนาคต หรือพล็อตเรื่องหักมุมเหนือจินตนาการเพื่อเรียกน้ำย่อย ให้คนดูสงสัยและอยากติดตามต่อได้ภายในเวลาไม่กี่วัน โดยไม่ต้องเช่าสตูดิโอหรือเซ็ตฉากจริง ยิ่งตัว Teaser แปลกตามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดยอดแชร์และกลายเป็นไวรัลได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ก่อนที่แบรนด์จะตบท้ายด้วยการเปิดตัวแคมเปญจริงในสัปดาห์ถัดไป
เปิดตัว AI Short Film ตลก ๆ สร้างชีวิตให้กับ New Product
เปลี่ยนการรีวิวสินค้าแบบเดิม ๆ ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นละครสั้นหักมุมสุดฮา แบรนด์สามารถใช้ประโยชน์จากความ ‘เหนือจริง’ ของ AI ในการชุบชีวิตให้ตัวผลิตภัณฑ์มีตัวตนขึ้นมา เช่น ให้กระป๋องเครื่องดื่มลุกขึ้นมาปรับความเข้าใจกับน้ำแข็ง หรือสบู่ก้อนตกหลุมรักกับฝักบัว ความไร้เหตุผลและตลกขบขันนี้จะช่วยลดกำแพงการขาย ทำให้คนดูเปิดใจและจดจำแบรนด์ได้แม่นยำขึ้น
สร้างสรรค์ Brand Mascot ในเวอร์ชันที่ขยับและพูดได้จริง
จากเดิมที่มาสคอตของแบรนด์อยู่แค่บนโลโก้ ป้ายโฆษณา หรือเป็นเพียงภาพนิ่ง แบรนด์สามารถใช้ AI ชุบชีวิตให้พวกเขากลายเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ หน้าใหม่ โลดแล่นอยู่ในละครสั้น เล่าเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ หรือมาตอบคอมเมนต์ลูกค้าในรูปแบบวิดีโอ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้าง Brand Loyalty แล้ว ยังประหยัดค่าตัวพรีเซนเตอร์ในระยะยาวอีกด้วย

ปฏิวัติ Out Of Home เปลี่ยนจอบิลบอร์ดให้มีชีวิตด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
แบรนด์สามารถนำคอนเทนต์ AI สเกลขึ้นสู่จอ LED ยักษ์ตามสี่แยกหรือห้างสรรพสินค้าได้ทันที โดยทลายข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและเวลาของงานอนิเมชัน 3D แบบเดิม ๆ เครื่องมือ AI จะช่วยเนรมิตภาพโฆษณาที่มีมิติ รวมถึงสร้างคาแร็กเตอร์หลุดโลกที่ขยับโต้ตอบกับผู้สัญจรไปมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งความแปลกตาแปลกใจนี้จะช่วยดึงสายตาคนเมืองบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี แถมยังเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถเปลี่ยนชิ้นงานโฆษณาบนจอได้บ่อยเท่าที่ต้องการโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าโปรดักชัน
การใช้ AI ช่วยให้แบรนด์ได้เปรียบด้านความเร็ว การขยายสเกล และการผลิตเนื้อหาจำนวนมากตอบรับกระแสวิดีโอสั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดถึงจุดอิ่มตัว ผู้บริโภคจะหันกลับมาโหยหาความจริงแท้และพลังสร้างสรรค์จากมนุษย์ นักการตลาดจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับจิตวิญญาณของครีเอเตอร์เพื่อครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
เริ่มต้นสร้าง Storytelling รูปแบบใหม่ให้แบรนด์คุณวันนี้ สำหรับนักการตลาดที่พร้อมทดลองนำ AI มาขับเคลื่อนเรื่องราวของแบรนด์ ควบคู่ไปกับความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นธรรมชาติจากเครือข่ายครีเอเตอร์มืออาชีพ ปรึกษากลยุทธ์และร่วมงานกับเราได้ทันทีที่ LINE OA: Tellscore Marketer


Leave a Comment