เจาะลึกกลยุทธ์ปั้น ‘ด้อม’ ของ 5 อินฟลูฯ ไทย ที่นาทีนี้ใครก็หยุดไม่อยู่

“สวัสดีชาวด้อม!”

คุณอาจเคยคิดว่า ‘แฟนด้อม’ คือมิตรแท้ของศิลปิน K-Pop เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วยุคสมัยกำลังเปลี่ยนไป อินฟลูเอนเซอร์คือคนดังอีกกลุ่มที่ปั้นชาวด้อมของตัวเองขึ้นมาได้ 9Conversations ชวนคุณร่วมสำรวจปรากฏการณ์แห่งยุคใหม่ เมื่อ ‘ผู้ติดตาม’ ขยับสู่การเป็น ‘Community’ ที่รายล้อมอินฟลูเอนเซอร์ พวกเขามีบทบาทมากขึ้นอย่างไร? 

แฟนด้อม คือ กลุ่มชุมชนที่มีความรักอย่างลึกซึ้งให้กับภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หนังสือ หรือคนดัง พวกเขามักพูดคุยกันเกี่ยวกับทฤษฎีเนื้อเรื่อง การสร้างงานศิลปะจากจินตนาการ หรือแม้แต่เขียนนิยายที่มีคนที่พวกเขาชื่นชอบเป็นตัวละครหลัก (Fan Fiction) และอีกหนึ่งคุณสมบัติของการเป็นแฟนด้อม คือต้องเข้าใจศัพท์เฉพาะและมุกตลกที่เล่นกันแค่ในกลุ่ม (Source: Brandwatch)

ท่ามกลางการเติบโตของตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทย หลายช่องไม่ได้มีเพียงยอดผู้ติดตาม แต่มีแฟนด้อมที่เหนียวแน่นและมีพลัง ในมุมการตลาด แฟนด้อมไม่ได้เป็นเพียงฐานผู้ติดตาม แต่เป็น Community ที่พร้อมมีส่วนร่วม สนับสนุน และขับเคลื่อนแบรนด์ไปพร้อมกับอินฟลูเอนเซอร์ และนี่คือ 5 ช่องที่สะท้อนภาพนั้นได้อย่างชัดเจน

‘หิ้วหวีไป หิ้วหวีมา’ – จุดเริ่มต้นปรากฏการณ์แก๊งหิ้วหวี และด้อมอินฟลูเอนเซอร์ที่แซ่บที่สุดในประเทศไทย

ราว 7 ปีก่อน ยูทูบเบอร์สายแต่งหน้าชื่อดัง 4 คน อย่างนัท นิสามณี, ตูน Alie Blackcobra, เอแคลร์ จือปาก และมิกซ์ เฉลิมศรี รวมตัวกันเพื่อสร้างรายการท่องเที่ยวแนวเดียวกับ ‘เทยเที่ยวไทย’ ที่เคยโด่งดัง โดยใช้ชื่อรายการว่า ‘หิ้วหวีไป หิ้วหวีมา’ (F*ck’in Banana Bitches) และเรียกตัวเองว่า ‘แก๊งหิ้วหวี’ 

เสน่ห์ของรายการนี้ไม่ใช่แค่การพาเที่ยวประเทศไทย แต่ยังโชว์ความจริงใจของมิตรภาพระหว่างแก๊งเพื่อน ฉายให้คนดูนึกถึงเวลาตัวเองอยู่กับกลุ่มเพื่อน ที่สำคัญเมื่อรายการแรกประสบความสำเร็จ พวกเธอยังต่อยอดไปทำรายการอื่น ๆ อาทิ รายการแนวทำอาหารอย่าง ‘หิ้วหวี หิวโว้ย’ และการออกซิงเกิลใหม่ ๆ ให้ติดหูในนาม ‘หิ้วหวี Music’ จนได้สมาชิกแก๊งหิ้วหวีคนที่ 5 อย่าง เอิ้ก ชาลิสา อินฟลูเอนเซอร์นักชิมเจ้าของช่อง ‘EAT อิสมารูอ้วย’ ซึ่งแจ้งเกิดจากซิงเกิล ‘เลือดกรุ๊ปบี’ ที่มิกซ์ เฉลิมศรี เป็นผู้แต่งเนื้อร้องให้

นอกจากนี้ แก๊งหิ้วหวี ยังเปลี่ยนจากโลก Online สู่ On ground เราได้เห็นการจัดงานวันเกิดสุดยิ่งใหญ่ของเอแคลร์ จือปาก หรือโปรเจกต์แฟนมีตติ้งต่าง ๆ ที่รวบรวมเหล่าแฟนคลับให้มาอยู่รวมกันในโลกจริง ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้ ‘ด้อมหิ้วหวี’ ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มองแก๊งหิ้วหวีเป็นแค่อินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างเสียงหัวเราะ แต่เป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาตลอด และพร้อมจะตามไปซัพพอร์ตในทุกพื้นที่

กุญแจสำคัญของแฟนด้อมนี้คือการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง แบรนด์ที่ร่วมงานกับหิ้วหวีจะได้มากกว่าแค่การรีวิว แต่คือการแทรกซึมไปในทุกไลฟ์สไตล์ (Beauty, Food, Music) เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการ Mass Engagement และพลังในการขับเคลื่อนเทรนด์โซเชียลผ่านน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และทรงพลัง

Sprite SPD คือ ยูทูบเบอร์ที่มียอด Subscribers ใน YouTube มากถึง 16.7 ล้าน! และวิดีโอที่มีผู้ชมสูงสุดก็มียอดวิวถึง 25 ล้าน เขาประสบความสำเร็จขนาดนี้ได้อย่างไร?

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น สไปรท์ SPD คือเด็กหนุ่มมากความสามารถ ที่อยู่เบื้องหลังช่อง Kaykai Salaider กระทั่งออกหน้ากล้องมากขึ้น และเริ่มมีคนรู้จัก เขาจึงลองเปิดช่องของตัวเองชื่อ SpriteDer SPD เน้นคอนเทนต์แนวทำชาเลนจ์ตลก ๆ ชวนคนมาเล่นเกมสุดท้าทาย ผสมไปกับคอนเทนต์แนวช่วยคน จนเกิด #SPD ผู้ให้ No.1 ขึ้นบนโลกออนไลน์

การเดินทางออกไปทำคอนเทนต์ช่วยคนตามสถานที่ต่าง ๆ และการคอลแล็บกับอินฟลูเอนเซอร์ช่องอื่นอยู่เรื่อย ๆ ทำให้ Community ของ SPD เติบโตขึ้น และแข็งแกร่งขึ้นในทุก ๆ วัน ที่สำคัญ แม้ฐานผู้ชมของ SPD จะเน้นไปที่เด็ก ๆ Gen Alpha แต่ด้วยเนื้อหาแนว Aspirational Content (คอนเทนต์สร้างแรงบันดาลใจ) ที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย และการลงคลิปอย่างสม่ำเสมอ (เดือนละ 4 – 5 คลิป เฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง) ทำให้เกิดการรอคอยอย่างมีเป้าหมาย สอดคล้องกับธรรมชาติการเสพคอนเทนต์ของเด็ก Gen Alpha ที่จำเป็นต้องสร้าง Brand Loyalty ตั้งแต่เนิ่น ๆ แฟนด้อม SPD จึงกลายเป็นแฟนด้อมขนาดใหญ่ที่มีหลายแบรนด์ช่วงชิงไปทำการตลาดเพื่อ Engagement และยอดขายของสินค้าเด็กอยู่บ่อยครั้ง

ท่ามกลางอินฟลูเอนเซอร์นับร้อยในไทย มีเพียงไม่กี่สิบรายที่ครองใจผู้ชมทุกเพศ ทุกวัยได้ และ Cullen Hateberry ช่องท่องเที่ยวบน YouTube ที่เพิ่งเปิดมาได้เพียง 3 ปี แต่กลับมีผู้ติดตามถึง 3 ล้านคนก็คือหนึ่งในนั้น!

คัลแลน (Park Ki Deuk) นักธุรกิจชาวเกาหลีผู้หลงใหลในการท่องเที่ยวประเทศไทย จึงตัดสินใจเปิดช่อง YouTube ทำคอนเทนต์แนว Vlogger เที่ยวคนเดียว กระทั่งช่องเริ่มใหญ่ขึ้น คัลแลนจึงตัดสินใจหาพาร์ทเนอร์มาเพิ่มสีสันให้กับช่อง จนมาเจอกับ พี่จอง (Jung Kyungtae) ชายชาวเกาหลีที่มาทำธุรกิจในไทย และน้องแดน (Kim In-hyun) หนุ่มนักศึกษาที่สนิทสนมกันมาแต่เดิม การรวมตัวกันของทั้ง 3 ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ หลังออกทริปด้วยกันที่ภูกระดึง ช่องก็เริ่มเป็นที่พูดถึง และเกิดเป็นแฟนด้อม ที่ตั้งชื่อตามศัพท์ภาษาไทยที่จองและคัลแลนผสมคำขึ้นเองว่า ‘ใจฟู’

เมื่อยอดวิวแต่คลิปเริ่มทะลุเป้า 2 – 3 ล้าน ช่องก็เริ่มมีสมาชิกใหม่อย่าง จูดี้ เพื่อนชาวไทยของคัลแลน และเริ่มเผยให้เห็นทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของช่องมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจของช่องนี้ ไม่ใช่การจัดงาน Meeting หรือพยายามต่อยอดเป็นคอนเทนต์รูปแบบอื่น แต่กลับเน้น “ทำสิ่งที่ทำอยู่เดิมให้ดีที่สุดไปเรื่อย ๆ” เช่น เพิ่มความยาวคลิป จากไม่ถึง 10 นาที ขยายเป็น EP.ละ 1 – 2 ชั่วโมง และมีต่อไปหลาย ๆ EP., การทำ Subtitle แต่ละคำพูด พร้อมคำอธิบายบางช่วง ตลอดจนการตอบคอมเมนต์ใต้คลิป ที่ทำให้แฟน ๆ รู้สึกถึงความใส่ใจและเป็นกันเอง นี่คือรูปแบบ Low-Pressure Community ที่เติบโตด้วยความจริงใจ โดยมีกลไกหลักคือการสร้าง Common Language (ภาษาใจฟู) ลดระยะห่างระหว่างอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ชม จึงเหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการภาพลักษณ์ Clean & Positive และต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ค่อยชอบการขายของแบบ Hard Sell 

ชาวช่อง – ความสำเร็จของ FAROSE จากผู้ชมติดขอบจอ สู่ Community ติดขอบเวที

“สวัสดีค่ะ คุณอยู่กับฟาโรส และนี่คือ…”

FAROSE ช่องท่องเที่ยวอิงประวัติศาสตร์ที่มีผู้ติดตามบน YouTube มากกว่า 9 ล้านคน คือผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ของฟาโรส – ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี อดีตติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ ผู้ที่ชาวช่องรู้จักกันในนาม ‘คุณแดง’ ผู้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ในตัวเอง สร้าง Community ที่มีทั้งความแซ่บและความคงแก่เรียนผสมผสานกัน

ด้วยความที่มีเพื่อนอาศัยอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ฟาโรสจึงพารายการ ‘ไกลบ้าน’ เดินทางไปพบพวกเขาแต่ละประเทศ เพื่อให้เจ้าถิ่นพาเที่ยวพร้อมแบ่งปันประสบการณ์สุดฮาร่วมกัน ทุกทริปล้วนเต็มไปด้วยเกร็ดวัฒนธรรม และศัพท์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ กระทั่งช่องใหญ่ขึ้น ใน FAROSE จึงเริ่มมีรายการใหม่ ๆ แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เล่าเรื่องอิงประวัติศาสตร์เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น People You May Know (เล่าประวัติของคนดังในอดีต), ช่างเชื่อม (นำเรื่องราวของสปอนเซอร์ในแต่ละตอนมาเชื่อมต่อกับประวัติศาสตร์ที่อยากเล่า) หรือ เที่ยวทิพย์ (รายการชวนชิมอาหารพร้อมเติมความรู้)

FAROSE ถือเป็นช่องแรก ๆ ในประเทศไทย ที่ประสบความสำเร็จเรื่องการสร้าง Community เป็นอย่างมาก จากการมีฉายาเรียกแทนแฟน ๆ ว่า ‘ชาวช่อง’ ซึ่งบางครั้งก็หมายความรวมถึงแขกรับเชิญ เพื่อน ๆ และทุกคนที่เคยปรากฏตัวในคอนเทนต์ แฟนด้อมนี้จึงมี Purchasing Power และมี Brand Advocacy สูงมาก เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือและกลุ่มเป้าหมายระดับ Premium Quality ทำให้ผู้ชมรู้สึกอยู่เสมอว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้จริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น FAROSE ยังสร้างปรากฏการณ์ ขายบัตรทอล์คโชว์หมดเร็วจนเป็นประวัติการณ์ ทำให้ FaraTalk เป็นหนึ่งใน Case Study ที่น่าสนใจ เมื่อต้องการยกตัวอย่างการขยับฐานผู้ชมจาก Followers มาเป็น Community ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ที่สุดแล้ว ‘แฟนด้อม’ ไม่ได้เกิดจากยอดผู้ติดตาม แต่เกิดจากความสามารถในการเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของครอบครัว” ผ่าน 3 หัวใจหลัก ดังนี้

  • ความจริงใจที่จับต้องได้: ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพของแก๊งหิ้วหวี ความเป็นธรรมชาติของชาวใจฟู หรือความสัมพันธ์แบบพี่น้องของ SPD สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้กำลังดูคนดัง แต่กำลังติดตามเพื่อนที่มีตัวตน เข้าถึงได้ และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อใจ 
  • ภาษาและประสบการณ์ร่วม: การสร้างคำเฉพาะตัวอย่าง ‘ใจฟู’ หรือการเรียกแฟนคลับว่า ‘ชาวช่อง’ คือการออกแบบอัตลักษณ์ของ Community ให้ผู้ติดตามรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่ เกิด Sense of Belonging และมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้แฟนด้อมไม่ใช่แค่ผู้เสพคอนเทนต์ แต่กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
  • ความสม่ำเสมอและความใส่ใจ: ตั้งแต่การลงคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง การตอบคอมเมนต์ ไปจนถึงการพัฒนารูปแบบเนื้อหาตามเสียงของแฟน ๆ ล้วนเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication) ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนมีคุณค่า และมีผลต่อทิศทางของอินฟลูเอนเซอร์

ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึง ค่านิยมของผู้ชมยุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากการรับสารเพียงฝ่ายเดียว (Passive Audience) ไปสู่การโหยหาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ผู้ชมในวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงความบันเทิงที่ฉาบฉวย แต่พวกเขาแสวงหา ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และ ‘กลุ่มคนที่คิดเห็นคล้ายกัน’ โดยมีอินฟลูเอนเซอร์เป็นศูนย์กลางนั่นเอง

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ แฟนด้อมกลายเป็น Community ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้  เพราะเมื่อคนดูอินมากพอ พวกเขาไม่ได้แค่ดู แชร์ หรือคอมเมนต์ แต่พร้อมจะสนับสนุน เชื่อใจ และเติบโตไปพร้อมกับอินฟลูเอนเซอร์ และแบรนด์ที่เลือกเดินเข้าไปใน Community นั้นอย่างเข้าใจ