บางคนเริ่มทำคอนเทนต์เพราะอยากดัง บางคนเริ่มเพราะอยากมีรายได้เพิ่ม
แต่สำหรับ ดาร์ท – ธนทร ศิริรักษ์ เจ้าของช่อง yesiamdart จุดเริ่มต้นมาจากสิ่งธรรมดามากกว่านั้น
เขาแค่ “ชอบดู” และ “อยากเล่า”
และระหว่างที่ 9Conversations ได้นั่งฟังเขาเล่าเรื่องราวชีวิตตัวเองทีละช่วงอย่างใจเย็น
สิ่งหนึ่งที่ชัดมากคือ ผู้ชายคนนี้ไม่ได้หลงใหลแค่กล้องหรือแก็ดเจ็ต
แต่หลงใหล “การเล่าเรื่อง” ในแบบที่ทำให้คนดูรู้สึกว่า
ถ้าคนคนนี้ทำได้…เราเองก็อาจเริ่มลองทำได้เหมือนกัน
จากเด็กที่ชอบดู Vlog ของฝรั่ง สู่คนที่ลุกขึ้นมาเปิดกล้องเอง
ก่อนจะมีชื่อ yesiamdart บนหน้าฟีดของใครหลายคน ชีวิตของดาร์ทก็ไม่ต่างจากคนทำงานทั่วไป
เขาเป็นคนหนึ่งที่ชอบดู Vlog ของยูทูบเบอร์ต่างประเทศ ดูคนรีวิวแก็ดเจ็ต ดูคนเล่าเรื่องชีวิตผ่านวิดีโอ
ดูไปเรื่อย ๆ จนเกิดคำถามง่าย ๆ ในใจตัวเองว่า
“แล้วถ้าเราเป็นคนเล่าบ้างล่ะ?”
คลิปแรกๆ ที่เขาลองทำ คือรีวิวโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง
ปัญหาคือ…กล้องไม่โฟกัสที่ตัวเขาเลย
โฟกัสชัดมากอยู่ที่ “พื้นหลัง”
เขาเล่าย้อนด้วยเสียงหัวเราะว่า ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่เขาก็ยัง “ลงคลิปอยู่ดี”
เพราะมันคือคลิปที่เขาตั้งใจทำมากจริง ๆ และมันคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
ตอนนั้นเขายังทำงานประจำ จึงไม่อาจทุ่มเวลาให้ช่องได้เต็มที่
คอนเทนต์ใน YouTube ช่วงแรก ๆ เลยออกมาแบบคนที่ “รักจะเล่า แต่ยังไม่มีเวลาพอ”
แต่เมล็ดเล็ก ๆ ของการเป็นครีเอเตอร์ก็ถูกวางลงแล้วอย่างเงียบ ๆ
ต่อมาเขาตัดสินใจออกจากการเป็น Sound Engineer แบบเต็มตัว
ผันตัวเข้าสู่วงการ นักพากย์เสียงโฆษณา อย่างเต็มรูปแบบ
การได้ทำงานกับ “เสียง” ทุกวัน ทำให้เขามองโลกของคอนเทนต์ต่างออกไป
เมื่อย้อนกลับไปดู YouTube ของคนอื่น เขาเห็นชัดเจนว่าปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ “คุณภาพเสียง”
จากจุดนั้นจึงเกิดรายการแรกที่เริ่มชัดเจนในตัวตนของเขา “ดาร์ทเล่าเรื่องเสียง”
เขานำประสบการณ์จากการทำงานจริงมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย
สอนเรื่องไมค์ เรื่องเสียง เรื่องการจัดการซาวด์ เพื่อให้คอนเทนต์ของคนอื่น “ฟังดีขึ้น”
มันอาจยังไม่ได้ดังสนั่น แต่เป็นจุดที่ทำให้เขารู้ว่า
การเล่า “How-To” คือสิ่งที่เขาทำได้ดีอย่างเป็นธรรมชาติ
จากร้านสะดวกซื้อสู่ TikTok
ช่วงโควิดคืออีกจุดเปลี่ยนใหญ่ของดาร์ท งานน้อยลง โลกออนไลน์ดังขึ้น
และแพลตฟอร์มที่แรงที่สุดในตอนนั้นคือ TikTok
เขายอมรับตรง ๆ ว่า ถ้าไม่มีแฟน วันนี้อาจไม่มี “yesiamdart เวอร์ชั่น TikTok” ให้เห็นกัน
แฟนของเขาเป็นคนเอ่ยปากชวนก่อน
“ลองทำคลิปลง TikTok ดูไหม กำลังฮิตเลย”
แต่ดาร์ทไม่มั่นใจ เขาไม่ใช่สายเต้น ไม่ใช่คนที่อยากทำอะไรตามกระแส
จนแฟนพูดประโยคหนึ่งที่เหมือนปลดล็อกทุกอย่างในหัว
“เราไม่ต้องเต้นก็ได้ ทำแบบตัวเองนั่นแหละ”
จากตรงนั้นเอง เขาจึงเริ่มคิดว่า…ถ้าไม่เต้น งั้นเราจะเล่าอะไรดี?
คำตอบที่โผล่ขึ้นมาในหัว คือ “เสียง” สิ่งที่เขาถนัดที่สุดอยู่แล้ว
จึงเกิดเป็นคลิปพากย์เสียงใน 7-11 – คลิปที่เหมือนเล่น ๆ แต่กลับไม่เล่นเลยกับชีวิต
เขาตั้งใจทำเพื่อให้มีงานเข้ามาบ้าง หวังอย่างมากก็แค่ให้คนในวงการโฆษณาเห็น
แต่คลิปนั้นกลับทำให้คนเริ่ม “จำเขาได้”
จำเสียงได้
จำสไตล์การเล่าได้
จำความรู้สึกบางอย่างที่ผสมกันระหว่างความเนียนของงานพากย์กับความสบาย ๆ แบบคนจริง
จากนั้นเส้นทางของเขาก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่แค่นักพากย์เสียง แต่คือครีเอเตอร์ตัวจริง
จากคลิปยาวสู่คลิปสั้น จากแนวนอนสู่แนวตั้ง จาก “ลองทำ” สู่ “ออกแบบทุกวินาที”
ถ้าเปิดดูงานของเขาวันนี้ เราจะเห็นภาพที่ชัดมากว่า yesiamdart ถูกคิดมาดีทุกจังหวะ
แต่กว่ามันจะมาเป็นแบบนี้ เขายอมรับว่าผ่านการ “ลองผิดลองถูก” มายาวนาน
วันนี้ทางเดินในเส้นทางนี้เริ่มเปลี่ยนไป
จากคลิปแนวนอนยาว ๆ กลายเป็นคลิปแนวตั้งไว้ดูในมือถือ
จากวิดีโอยาวที่เล่าแบบสบาย ๆ สู่คลิปสั้นที่ทุกวินาทีต้องมีความหมาย
จากการหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย สู่การนั่งวางแผนจริงจังว่าต้องเปิดอย่างไร ปิดแบบไหน ให้คนดูอยากดูจนจบ
ช่วงหนึ่ง เขาทำคลิปพากย์เสียงในร้านสะดวกซื้อแบบเดิมอยู่พักใหญ่ เพราะคนชอบและจำได้
แต่ในหัวกลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง
ทั้งเรื่องการต้องพูดเสียงดังในพื้นที่สาธารณะ
ทั้งความรู้สึกที่เริ่ม “ไม่สนุกเท่าเดิม” เมื่อมันกลายเป็นแพตเทิร์นซ้ำ ๆ
เขารู้ว่าถ้าเดินทางสายนี้ต่อไปอย่างเดียว คนดูอาจเบื่อ และตัวเขาเองก็อาจหมดแรงไปก่อน
เขาจึงตัดสินใจ “เลี้ยว”
ไม่ใช่การหักพวงมาลัยทิ้งทุกอย่าง
แต่เป็นการค่อย ๆ ขยับจากจุดเดิม
ทดลองมุมกล้องใหม่ ทดลองวิธีเล่าใหม่ ทดลองภาษาภาพใหม่
จนวันหนึ่ง เขาเจอสิ่งที่กลายเป็นลายเซ็นชัดเจนของตัวเอง
วิดีโอที่ทั้งเนียน ทั้งสวย ทั้งเทคนิคจัดเต็ม แต่ยัง “ทำตามได้จริง”

โมเมนต์ที่คนเริ่มจำชื่อ yesiamdart ได้จริง ๆ
เมื่อถามถึงจังหวะที่รู้สึกว่า “ช่องเริ่มไปไกลกว่าคำว่าลองเล่น”
ดาร์ทบอกว่ามีอยู่สองช่วงที่เขายังจำได้ดี
ช่วงแรกคือ การพากย์เสียงใน 7-11
จากคนตามหลักร้อย ขยับขึ้นเป็นหลักแสนในเวลาไม่กี่วัน
เหมือนมีคนกดปุ่มเร่งให้ชีวิตเขาเร็วขึ้นในชั่วข้ามคืน
แต่เขายังรู้สึกว่ามันไปต่อได้อีก
ยังไม่ใช่แค่การพากย์เสียงในสถานที่เดียว
ยังมีอะไรที่เขาทำได้มากกว่านั้น
จนมาถึงอีกจังหวะสำคัญที่เขาได้ทำคลิปเกี่ยวกับ Microphone Sony
คลิปนี้คือครั้งแรกที่เขาออกแบบ “Loop” อย่างจริงจัง
ลองเล่นกับการให้วิดีโอกลับมาจุดเดิม แล้วดึงคนดูให้ดูวนอีกรอบ
เป็นครั้งแรกที่เขาใส่ Transition แบบเนียนกริบเข้าไปในงาน
พอปล่อยออกไป คนดูชอบมาก
ไม่ใช่แค่ตามดู แต่เริ่ม “จำสไตล์”
มันคือวันที่เขารู้สึกว่า
โอเคแล้ว…นี่ล่ะ เสียงของเรา ภาษาของเรา วิธีเล่าของเรา
และจากจุดนั้น คำว่า yesiamdart ก็เริ่มมีความหมายในใจคนดูมากกว่าชื่อช่อง
อยู่รอดได้เพราะ “ปรับตัวเก่ง และเข้าใจหัวใจตัวเอง”
ดาร์ทย้ำหลายครั้งระหว่างคุยกันว่า
สิ่งที่ทำให้เขายังอยู่ในวงการนี้ได้ไม่ใช่ความเก่งเพียงอย่างเดียว
แต่คือความกล้าที่จะ “เปลี่ยน” และ “ปรับ” ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
เขารู้ดีว่า ถ้าเอาแต่ทำแบบเดิม เพราะเคยมีคนชอบในอดีต
สักวันคนดูอาจเบื่อ และตัวเขาเองอาจหมดไฟไปก่อน
นอกจากการปรับเนื้อหา เขายังให้ความสำคัญกับ “สภาพจิตใจ” ของตัวเองมากเป็นพิเศษ
เขายอมรับตรง ๆ ว่าครีเอเตอร์ทุกคนมีช่วงที่เบิร์นเอาต์
มีวันที่รู้สึกไม่มั่นใจ มีวันที่คอมเมนต์ไม่กี่บรรทัดสามารถทำให้ทั้งวันมืดลงได้
สิ่งที่เขาเรียนรู้คือ เราไม่จำเป็นต้องให้ทุกเสียงมีน้ำหนักเท่ากัน
คอมเมนต์ที่บูลลี่ ปล่อยผ่านได้
คอมเมนต์ที่ติเพื่อก่อ เอามาใช้พัฒนาได้
และไม่ควรมองว่าการถูกติคือสิ่งแย่เสมอไป
ในมุมของเขา มันคือ “กระจกอีกบานหนึ่ง” ที่ช่วยให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น
อีกอย่างที่เขาย้ำ คือการรู้ลิมิตตัวเอง
“เราต้องสม่ำเสมอ แต่สม่ำเสมอเท่าที่เราไหว” เขาว่า
เพราะถ้าพยายามก๊อปจังหวะชีวิตคนอื่นมากไป
เปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ปล่อยคลิปทุกวัน ทั้งที่เราไม่มีพลังเท่ากัน
สุดท้าย เราอาจหยุดกลางคัน…ในวันที่ยังอยากเดินต่ออยู่ด้วยซ้ำ
โอกาสที่ตามมา…มากกว่าแค่ยอดวิวและยอดไลก์
เมื่อถามว่าการเป็นครีเอเตอร์มอบ “อะไร” ให้กับชีวิตเขาบ้าง
ดาร์ทเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังไล่ย้อนความทรงจำทีละเฟรม
เขาบอกว่าตลอดเส้นทางนี้ เขาได้เจอลูกค้ามากหน้าหลายตา
ได้พิสูจน์ให้ตัวเองและคนรอบข้างเห็นว่า
“การเป็นครีเอเตอร์…มันเป็นอาชีพจริง ๆ ได้ ไม่ใช่งานเล่น ๆ”
เขาได้ทำงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple
ได้ไปถึง นาซ่า กับ CP
และยังได้เป็นครอบครัวกับ SONY อีกด้วย
เขาบอกว่า “ถ้าไม่ได้เดินเส้นทางนี้ คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิด”
ทั้งหมดนี้ เขามองว่าเป็น “โบนัส”
ไม่ใช่เป้าหมายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำคลิป
แต่เป็นของขวัญที่มาพร้อมกับการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่คนดูได้กลับไปจากช่องนี้
เมื่อเปลี่ยนคำถามมาที่ฝั่งผู้ชม ว่า “คนดูได้อะไรกลับไปจากช่อง?”
เขาตอบเกือบจะทันทีว่า
“Inspire ครับ”
เขาเล่าว่ามีหลายคนเดินเข้ามาบอกว่า ช่องของเขาทำให้ลุกขึ้นมาลองถ่ายคลิปเอง
ลองตัดต่อเอง ลองทำ Transition ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้
ในงาน iCreator Conference มีคนจำนวนมากเข้ามาคุยกับเขา
บอกว่าดูช่อง Yes iam Dart เพื่อศึกษาวิธีตัดต่อ
ดูวิธีคิดช็อต ดูวิธีเล่าเรื่องในเวลาสั้น ๆ
เขาบอกตรง ๆ ว่า ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจหรอกว่า
ช่องเขาสร้างแรงบันดาลใจได้มากขนาดไหนจริง ๆ
แต่ทุกครั้งที่ได้ยินประโยคแบบนั้น เขารู้สึกดีมาก
เพราะมันยืนยันว่า คลิป How-To ที่เขาทำ
ไม่ได้แค่สอนวิธี “ถ่ายให้เนียน” หรือ “ตัดต่อให้เท่”
แต่มันกำลังผลักใครบางคนให้เริ่ม “เล่าเรื่องของตัวเอง” ด้วย
รางวัลที่เป็นเครื่องหมายยืนยันว่า “นายมาถูกทางแล้ว”
บนเวที Thailand Influencer Awards 2025 by Tellscore
ชื่อของเขาถูกประกาศในฐานะ
The Winner of Best How-To Creative Content Influencer Award
ดาร์ทเล่าว่า โดยพื้นฐานแล้ว เขาไม่ใช่คนวิ่งไล่รางวัล
ทำงานเพราะรักงาน ไม่ได้ทำเพื่อจะต้องมีโล่ตั้งอยู่บนชั้นเสมอไป
แต่ในช่วงสองปีหลัง เขาเริ่มรู้สึกขึ้นมาว่า
“อยากมีสักรางวัลหนึ่งในชีวิตเหมือนกันนะ”
เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ตัวเองได้ภาคภูมิใจอย่างเต็มเปี่ยม
พอได้รับจริง ๆ ความรู้สึกในใจเลยชัดมากว่า
มันไม่ใช่แค่ “ถ้วยสวย ๆ”
แต่เป็นเหมือนเครื่องหมายยืนยันว่า
“สิ่งที่นายพยายามมาตลอด…วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่านายทำได้ และทำได้อย่างดีเยี่ยมด้วย”
เขาไม่ได้มองว่ารางวัลคือจุดจบของเส้นทาง
แต่เป็นเหมือนป้ายเล็ก ๆ ระหว่างทางที่ช่วยย้ำว่า
ไม่ต้องสงสัยตัวเองมากเกินไปแล้ว เดินต่อได้อย่างมั่นใจขึ้นอีกหน่อย
ปี 2026: ปีที่อยากคุยกับตัวเองมากขึ้น และกลับไปโอบกอด Longform อีกครั้ง
พูดถึงปีหน้า คนที่ตามช่องเขาอาจจะเริ่มเห็นแล้วว่า
เขาเริ่มทำคอนเทนต์แนวใหม่ออกมา
ซีรีส์ที่เขาเรียกว่า “ดาร์ทการแสดง”
แล้ว “ดาร์ทการแสดง” คืออะไร?
เขากล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มว่า มันเป็นซีรีส์คอนเทนต์ที่พาผู้ชมไปพบ “สองเวอร์ชันของดาร์ทในจักรวาลเดียวกัน”
ความสนุกของ “ดาร์ทการแสดง” อยู่ที่การชนกันของสองด้านนี้
การโต้ตอบที่เหมือนดูสเก็ตช์คอมเมดี้ + ซีรีส์สั้นที่เผยตัวตนอีกเลเยอร์ของดาร์ท
มันจึงไม่ใช่แค่การเล่นสองบทบาท
แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ดาร์ทได้เล่าเรื่อง ได้แสดงอารมณ์ และได้โชว์มุมที่คนดูไม่เคยเห็น
ทั้งหมดถูกเล่าในสไตล์เบา สนุก กวน แต่ยังมีเสน่ห์อบอุ่นแบบดาร์ทอยู่ครบ
เขาบอกอย่างชัดเจนว่า อยากพัฒนาซีรีส์นี้ให้กลายเป็น “คอนเทนต์หลัก” ของช่องในปีหน้า
พร้อมกันนั้น เขายังมีอีกหนึ่งความตั้งใจ อยากกลับไปทำ Longform ให้มากขึ้น
ไม่ใช่การทิ้งคลิปสั้น
เพราะคลิปสั้นคือสิ่งที่ผู้ชมรัก และเป็นภาษาที่เขาถนัดอยู่แล้ว
แต่เขาอยากให้มันเติบโตขึ้นทั้งในเชิงคุณภาพและมิติของเรื่องเล่า
“ผมยังโฟกัสคลิปสั้นเหมือนเดิมครับ แค่คุณภาพและการเติบโต…อยากให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป”
ถ้าอยากเริ่มเป็นครีเอเตอร์ในปี 2026…ยังทันไหม?
คำถามนี้อาจอยู่ในหัวใครหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่พอดี
และคำตอบของดาร์ทก็ชัดมาก
“ยังทันครับ”
เขาเล่าว่า ทุกวันนี้ เวลาฟังคนอื่นเล่าเรื่อง
เขายังรู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอว่ามันมี “วิธีเล่าแบบนี้ด้วยเหรอ”
มีสไตล์ใหม่เกิดขึ้นตลอด
มุมมองใหม่เกิดขึ้นไม่หยุด
เขาเชื่อว่าทุกคนมี “ภาษาของตัวเอง” และ “ผู้ชมของตัวเอง”


