เข้าใจวิกฤต ‘ควันไฟ’ และวิธีรับมือที่คนจัดงานและผู้อยู่ในเหตุการณ์ต้องรู้
เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่สาธารณะหรือสถานบันเทิง สิ่งแรกที่เรามักนึกถึงคือการอพยพผู้คนให้พ้นจากจุดเกิดเหตุและการประเมินบาดแผลภายนอก ทว่าในความเป็นจริง ภัยแฝงที่ควรเฝ้าระวังอย่างยิ่งกลับเป็น “ควันไฟ” ซึ่งสามารถส่งผลกระทบเชิงลึกต่อระบบภายในร่างกาย และอาจแสดงอาการล่าช้าได้ถึง 48 ชั่วโมง
เพื่อทำความเข้าใจวิกฤตนี้และเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย 9Conversations ได้ร่วมพูดคุยกับ พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ล้อทวีสวัสดิ์ อุปนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิสัญญีแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งได้มาให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญต่อทั้งผู้ประสบเหตุ สื่อมวลชน รวมถึงแบรนด์และผู้จัดงาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการเฝ้าระวังผลกระทบจากการสูดดมควันไฟ ที่สามารถเป็นอันตรายได้แม้ผู้อยู่ในเหตุการณ์จะไม่มีบาดแผลตามร่างกายเลยก็ตาม
วิกฤตสุขภาพที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
สาระสำคัญของการให้ความรู้ในครั้งนี้คือ “ภาวะการสูดสำลักควัน (Inhalation Injury)” ซึ่งเกิดจากการที่ระบบทางเดินหายใจได้รับผลกระทบจากความร้อนและก๊าซพิษ อาการของภาวะนี้อาจไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่จะเริ่มแสดงอาการภายใน 24-48 ชั่วโมง การตระหนักรู้และไม่ชะล่าใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงต่อชีวิต
การจัดการวิกฤตที่ต้องมองให้ลึกกว่าบาดแผล
หากมองในมุมของการบริหารจัดการวิกฤต (Crisis Management) กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า มาตรฐานความปลอดภัยของพื้นที่จัดกิจกรรม (Event Safety) ไม่ได้จบลงแค่การมีทางหนีไฟที่ชัดเจน แต่รวมถึงความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควันไฟประกอบด้วยสารอันตราย 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่จะเข้าไปแย่งจับกับเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายและอวัยวะต่างๆ ขาดออกซิเจน และ อนุภาคขนาดเล็ก (PM2.5 หรือเล็กกว่า) ที่พุ่งตรงเข้าสู่ปอด ทำให้อาการของโรคหัวใจและโรคปอดรุนแรงขึ้น
คู่มือการรับมือและข้อควรระวัง
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ได้ให้คำแนะนำที่สามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ (Protocol) เมื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน ดังนี้
- การเอาตัวรอดในจุดเกิดเหตุ: ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มควันด้วยการหมอบต่ำหรือคลาน เนื่องจากก๊าซร้อนจะลอยขึ้นที่สูง หากเป็นไปได้ควรใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปากเพื่อช่วยกรองเขม่าในระดับหนึ่ง
- การปฐมพยาบาลเบื้องต้น: เมื่อนำผู้ประสบภัยออกมาสู่อากาศบริสุทธิ์ หากผู้ป่วยหมดสติแต่ยังหายใจได้ ให้จัดท่านอนตะแคงพักฟื้น (Recovery Position) เพื่อป้องกันการอุดกั้นของทางเดินหายใจ พร้อมคลายเสื้อผ้าให้ปอดขยายตัว แต่หากผู้ป่วยหยุดหายใจ ต้องรีบทำ CPR และโทรแจ้งระบบการแพทย์ฉุกเฉินทันที
- การสังเกตอาการ 48 ชั่วโมง: ควรนำส่งโรงพยาบาลทันทีหากผู้ประสบเหตุมีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด ไอมีเสมหะสีดำ เสียงแหบ ปวดศีรษะรุนแรง มึนงง ซึมลง หรือมีคราบเขม่าบริเวณใบหน้าและขนจมูก
- การดูแลผู้ปฏิบัติงาน: ความเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดแค่ผู้ประสบเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิง กู้ภัย หรือทีมงานออแกไนเซอร์ที่ต้องเข้าพื้นที่ ล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคปอดและหลอดเลือดในระยะยาว หากไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจที่เหมาะสม
ท้ายที่สุด พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ฝากข้อคิดสำคัญว่า ภัยเงียบจากควันไฟไม่ได้คุกคามแค่ผู้ประสบเหตุในค่ำคืนนั้น แต่รวมถึงผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเจ้าหน้าที่ดับเพลิง หน่วยกู้ภัย และทีมงานที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง การสูดดมอนุภาคพิษซ้ำๆ แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็เปรียบเสมือนการสะสมชนวนความเสี่ยงของโรคปอด โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในระยะยาว นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอุปกรณ์ป้องกันเฉพาะหน้า แต่เป็นวาระสำคัญที่หน่วยงานและผู้จัดงานต้องวางระบบเฝ้าระวังสุขภาพของ ‘บุคลากรแนวหน้า’ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
#HealthAndMind #CrisisManagement #EventSafety #InhalationInjury #SocialImpact #CreatorEconomy #9Conversations

