ความสะดวกของการซื้อออนไลน์อาจซ่อนความเสี่ยงของสินค้าไร้มาตรฐานที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่รู้ตัว
คุณเคยตรวจสอบไหมว่าสินค้าที่ซื้อออนไลน์มี มอก. หรือไม่?
การซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไทย หลายคนเปรียบเทียบราคา อ่านรีวิว และกดสั่งซื้อภายในไม่กี่นาที แต่มีคำถามหนึ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากอาจไม่เคยตรวจสอบอย่างจริงจัง นั่นคือ สินค้าที่ซื้อมีมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

วันที่ 15 มีนาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น World Consumer Rights Day (วันสิทธิผู้บริโภคสากล) ซึ่งเป็นวันที่องค์กรผู้บริโภคทั่วโลกใช้ในการรณรงค์เรื่องสิทธิของผู้บริโภค สำหรับปี 2569 Consumers International (สหพันธ์ผู้บริโภคสากล) ได้กำหนดธีมว่า “Safe Products, Confident Consumers” (สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น) เพื่อย้ำว่าความปลอดภัยของสินค้าไม่ควรเป็นเรื่องของโชค แต่ต้องเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของตลาด
ธีมดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อการค้าออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ระบบกำกับดูแลสินค้าอาจยังไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดดิจิทัล
สินค้าออนไลน์กับช่องโหว่ของระบบกำกับดูแล
ข้อมูลจาก Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ระบุว่า สินค้าที่ถูกสั่งห้ามจำหน่ายหรือถูกเรียกคืนเพราะมีอันตรายถึง 87% ถูกนำกลับมาขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตัวเลขนี้สะท้อนช่องโหว่สำคัญของระบบการกำกับดูแลในยุคดิจิทัล สินค้าที่ไม่ปลอดภัยอาจถูกนำกลับเข้าสู่ตลาดได้ง่ายผ่านร้านค้าออนไลน์ที่ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของผู้ขายได้ชัดเจน
สำหรับประเทศไทย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ข้อมูลเรื่องร้องเรียนของ สภาองค์กรของผู้บริโภค ในปีงบประมาณ 2568 พบว่า ปัญหา สินค้าชำรุดบกพร่องหรือเสียหาย เป็นเรื่องร้องเรียนอันดับหนึ่ง โดยมีจำนวนถึง 4,059 เรื่อง
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้กระทบเพียงประสบการณ์การซื้อสินค้า แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับ สิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความปลอดภัยจากสินค้าและบริการ ซึ่งในบางกรณีอาจส่งผลร้ายแรงถึงชีวิต
เมื่อสินค้าใกล้ตัวกลายเป็นความเสี่ยง
ตัวอย่างสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุจากมาตรฐานที่ไม่ปลอดภัย มักเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
กรณีหนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจคือเหตุการณ์ เด็กหญิงวัย 10 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์เสียชีวิตจากไฟฟ้าช็อตจากไดร์เป่าผมที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. อุบัติเหตุครั้งนี้สะท้อนปัญหาสำคัญของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่มีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ปลั๊กพ่วงราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายมากกว่า 500,000 ชิ้น สินค้าประเภทนี้มักใช้วัสดุคุณภาพต่ำ ไม่มีระบบป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร และอาจนำไปสู่เหตุไฟไหม้ในบ้านได้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังมีรายงานเหตุการณ์ Power Bank (แบตเตอรี่สำรองไฟฟ้า) ระเบิดในกระเป๋า เป้สะพายหลัง หรือแม้แต่บนเครื่องบิน ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานหรือมีการสวมสิทธิ์เครื่องหมายรับรองคุณภาพ
เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสินค้าบางประเภทที่ผู้บริโภคใช้งานทุกวันอาจกลายเป็นความเสี่ยง หากไม่มีระบบตรวจสอบมาตรฐานที่เข้มแข็งเพียงพอ
เมื่อเสียงของผู้บริโภคกลายเป็นพลังทางสังคม
การเคลื่อนไหวด้านสิทธิผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1959 เมื่อ John F. Kennedy (จอห์น เอฟ. เคนเนดี) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น กล่าวถึงแนวคิดเรื่องสิทธิผู้บริโภค ก่อนจะกลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวระดับสากลที่นำไปสู่การจัดตั้ง World Consumer Rights Day
ปัจจุบันเครือข่ายผู้บริโภคทั่วโลกมีสมาชิกมากกว่า 200 องค์กรใน 115 ประเทศ และประเทศไทยก็มีองค์กรผู้บริโภคที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายระดับโลก เช่น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ สภาองค์กรของผู้บริโภค
องค์กรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนเสียงของผู้บริโภค และผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้คนมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ไทยกำลังยกระดับมาตรฐานผู้บริโภคอย่างไร
หนึ่งในประเด็นสำคัญของประเทศไทยในปี 2569 คือความพยายามยกระดับระบบเศรษฐกิจและกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD
การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงสถานะเชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนว่าประเทศนั้นมีระบบกฎหมายที่โปร่งใส มีมาตรฐานการแข่งขันที่เป็นธรรม และมีระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง
การยกระดับกฎหมายด้านผู้บริโภคจึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อประชาชนภายในประเทศ แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของไทยในสายตานักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศ
กฎหมาย Lemon Law และสิทธิของผู้บริโภค

หนึ่งในกฎหมายที่กำลังถูกผลักดันคือ Lemon Law (กฎหมายความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า) ซึ่งแนวคิดของกฎหมายนี้คือ หากผู้บริโภคซื้อสินค้าใหม่ที่ควรใช้งานได้ดีตั้งแต่แรก แต่พบว่ามีความชำรุดหรือใช้งานไม่ได้ตามมาตรฐาน ผู้บริโภคควรมีสิทธิในการขอซ่อม เปลี่ยนสินค้า หรือคืนเงินได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
กฎหมายประเภทนี้มีใช้ในหลายประเทศ และช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้ขายรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้าอย่างจริงจัง
ระบบ e-KYM กับความโปร่งใสของผู้ขายออนไลน์
อีกข้อเสนอหนึ่งที่สภาผู้บริโภคผลักดันคือ e-KYM (Know Your Merchant) (ระบบยืนยันตัวตนผู้ขายออนไลน์) แนวคิดของระบบนี้คือให้แพลตฟอร์มออนไลน์ตรวจสอบตัวตนของผู้ขายก่อนอนุญาตให้เปิดร้านค้า โดยต้องแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ ที่อยู่ และช่องทางติดต่อที่สามารถตรวจสอบได้
เมื่อเกิดปัญหาจากสินค้าอันตรายหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้บริโภคจะสามารถระบุได้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ และสามารถใช้สิทธิเรียกร้องความคุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ระบบนี้ยังช่วยลดปัญหาการขายสินค้าปลอม สินค้าเถื่อน หรือสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ความปลอดภัยของสินค้าไม่ควรเป็นเรื่องของโชค
การซื้อสินค้าออนไลน์ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าจากทั่วโลกได้ง่ายขึ้น แต่ความสะดวกดังกล่าวก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านความปลอดภัย

เมื่อสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย ผู้บริโภคจึงต้องมีข้อมูลและเครื่องมือในการตัดสินใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) การอ่านข้อมูลสินค้าอย่างละเอียด หรือการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ขาย
การคุ้มครองผู้บริโภคจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในการเฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลที่อาจเป็นอันตรายต่อสังคม
หากพบสินค้าหรือร้านค้าที่มีพฤติกรรมผิดปกติ ผู้บริโภคสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่เว็บไซต์สภาองค์กรของผู้บริโภค https://crm.tcc.or.th/?entryPoint=Portal&action=warning หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคและช่องทางการร้องเรียนได้ที่เว็บไซต์ www.tcc.or.th


