จ๋า – อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน เส้นทางของ Miss Tiffany กับการยกระดับภาพจำของ Trans Women ในประเทศไทย

เมื่อแสงไฟบนเวทีดับลง คำถามที่ควรถามไม่ใช่เพียงว่าใครได้มงกุฎ
แต่คือเวทีนั้นได้ขยับความคิดของสังคมไปไกลแค่ไหน..

ค่ำคืนของ Miss Tiffany’s Universe 2026 – Rise As One เพิ่งผ่านพ้นไป เสียงปรบมือยังสะท้อนอยู่ในโรงละครที่เติบโตเคียงข้างเมืองพัทยามาเกือบครึ่งศตวรรษ แต่สำหรับ 9Conversations เวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดเฟ้นหาผู้ชนะ หากคือหนึ่งบทสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Transgender Movement (การเคลื่อนไหวของคนข้ามเพศ) ในประเทศไทย

เราจึงอยากชวนผู้อ่านมองย้อนเส้นทางของเวทีนี้ ตั้งแต่วันที่ยังเป็นโรงละครคาบาเร่ต์ จนถึงวันที่กลายเป็นสถาบันที่มีอิทธิพลต่อภาพจำของ Trans Women (ผู้หญิงข้ามเพศ) ในสังคมไทย

การมองเห็นคนข้ามเพศในสังคมไทยไม่ได้เริ่มจากนโยบายรัฐหรือกฎหมาย
หากเริ่มจากพื้นที่วัฒนธรรม โดยเฉพาะพื้นที่บันเทิงที่เปิดโอกาสให้แสดงความสามารถ

ช่วงทศวรรษ 1970–1980 เมืองพัทยาเติบโตควบคู่กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจกลางคืน การแสดงแบบ Cabaret Culture (วัฒนธรรมคาบาเร่ต์) เปิดพื้นที่ให้คนข้ามเพศได้แสดงศักยภาพด้านการร้องเพลง การเต้น การออกแบบเครื่องแต่งกาย และการสร้างตัวตนบนเวทีโดยไม่ต้องซ่อนอัตลักษณ์

อย่างไรก็ตาม การมองเห็นในพื้นที่บันเทิงไม่ได้หมายความว่าสังคมให้การรับรองทางกฎหมาย คนข้ามเพศจำนวนมากยังไม่สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อในเอกสารราชการได้ และประเด็นการแต่งกายตามเพศสภาพในสถานศึกษาเคยเป็นข้อถกเถียงต่อเนื่อง

หากเมื่อเทียบกับบางประเทศใน Southeast Asia (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่มีวัฒนธรรมการประกวดเข้มแข็ง เช่น ฟิลิปปินส์ หรือบางประเทศที่มีข้อจำกัดทางศาสนาและกฎหมายเข้มงวดกว่า ประเทศไทยจึงอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลาง คือเปิดพื้นที่แสดงออกได้กว้าง แต่ยังต้องใช้เวลาในมิติสิทธิทางกฎหมาย

เวทีประกวดสำหรับ Trans Women จึงกลายเป็นเครื่องมือสร้าง Visibility (การมองเห็น) และสร้างภาพจำใหม่ที่จับต้องได้ในพื้นที่สาธารณะ

เรื่องราวของ Tiffany’s Show ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะจัดประกวดความงาม
หากเริ่มจากสายตาของนักธุรกิจคนหนึ่งที่มองเห็นช่องว่างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

โดยคุณสุธรรม พันธุศักดิ์ เริ่มต้นจากงานบัญชีโรงแรม ก่อนก่อตั้งธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา
และขยายกิจการจนเติบโตอย่างมั่นคง เมื่อเมืองพัทยาเติบโต เขาตั้งคำถามว่า…
หากนักท่องเที่ยวมีเพียงทะเลและบาร์ทั่วไป เมืองจะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร

เขาจึงมอง Entertainment (ความบันเทิง) ในฐานะโครงสร้างเศรษฐกิจ และตัดสินใจสร้างโรงละครขนาด 550 ที่นั่งบนถนนพัทยาสายสอง เพื่อยกระดับโชว์จากบาร์เล็กสู่เวทีที่มีระบบ สามารถทำตลาดผ่าน Tourism Authority of Thailand (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) และตัวแทนขายต่างประเทศได้

การบริหารจัดการเชิงระบบ การทำตลาดเชิงรุก และการวางตำแหน่งโชว์ให้เป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยว “ต้องดู” ทำให้ Tiffany’s Show ค่อย ๆ เติบโตจากคาบาเร่ต์ขนาดเล็ก สู่สัญลักษณ์ของเมืองพัทยา

จุดนี้เองที่ Cabaret ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิงยามค่ำคืนอีกต่อไป หากเริ่มกลายเป็น Cultural Asset หรือทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของเมือง ที่สร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างพื้นที่ให้คนข้ามเพศมีตัวตนในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจนี้สะท้อนว่า เขาไม่ได้มองนักแสดงเป็นต้นทุนทางธุรกิจ แต่เป็นมนุษย์ที่ควรมีศักดิ์ศรีและอาชีพที่มั่นคง

บนรากฐานวิสัยทัศน์นี้เส้นทางของ Tiffany’s Show จึงพร้อมสำหรับการเติบโตในมิติใหม่ เมื่อถึงวันที่รุ่นลูกอย่าง อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด และ ประธานกองประกวด Miss Tiffany’s Universe และ Miss International Queen เข้ามารับไม้ต่อและขยายความหมายของเวทีไปไกลกว่าเดิม

ปี 2541 Tiffany’s Show อยู่ในช่วงรุ่งเรืองเชิงธุรกิจ แต่คุณจ๋า อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อสานต่อความสำเร็จ เธอตั้งโจทย์ใหม่ว่า “ทำอย่างไรให้ยั่งยืน”

เธอมองเห็นว่า หากเวทีจะมีความหมายมากกว่าความบันเทิง ต้องขยับจากการเป็นโชว์ที่ขายนักท่องเที่ยว ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนทางวัฒนธรรม เกิดการรีโนเวตโรงละครให้ใหญ่ขึ้น มีมาตรฐานสูงขึ้น ไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านกายภาพ หากเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของนักแสดงและองค์กรให้สอดคล้องกับเวทีระดับสากล

เธอเคยเล่าว่า บัตรพนักงานของ Tiffany’s Show ทำให้หลายคนมีหลักฐานแสดงสถานะอาชีพ มีสังกัด และมีรายได้ที่เป็นระบบ สิ่งนี้คือ Social Legitimacy (ความชอบธรรมทางสังคม) ที่จับต้องได้

การเข้ามารับช่วงต่อครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การรักษาธุรกิจของครอบครัว
แต่คือการทำให้เวทีเป็นพื้นที่ที่คนข้ามเพศสามารถยืนอยู่ในสังคมด้วยความมั่นใจ
เมื่อเวทีมีมาตรฐาน มีระบบ และมีภาพลักษณ์ที่แข็งแรง
การยกระดับสู่การประกวดระดับประเทศและระดับนานาชาติในเวลาต่อมา 

Tiffany’s Show เติบโตขึ้นจากคาบาเร่ต์ที่มีโครงสร้างชัดเจนและฐานผู้ชมต่างชาติที่แข็งแรง
แต่เธอมองเห็นว่า หากองค์กรต้องการสร้างความยั่งยืนระยะยาว เวทีต้องมี “แกนกลาง” ที่ชัด

เดิมทีการประกวดมิสทิฟฟานี่เป็นกิจกรรมภายใน เพื่อคัดเลือกนักแสดงเข้าสู่โชว์และสร้างสีสันประจำปี
ยังไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเวทีสาธารณะระดับประเทศ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมีคำแนะนำให้เปิดรับผู้สมัครจากภายนอก เพื่อให้เวทีทำหน้าที่มากกว่าการคัดตัวนักแสดง แต่กลายเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ และสร้างมาตรฐานใหม่ของภาพลักษณ์ Trans Women ในสังคม

จากการประกวดภายใน จึงพัฒนาเป็น Miss Tiffany’s Universe เวทีที่เปิดรับผู้เข้าประกวดทั่วประเทศ
และวางเกณฑ์การตัดสินที่ไม่ได้พิจารณาเพียงรูปลักษณ์ หากรวมถึงทัศนคติ ความสามารถในการสื่อสาร
และบทบาทต่อสังคม ทำให้เวทีเริ่มมีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากขึ้น ผู้เข้าประกวดไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงในโชว์ แต่เป็นตัวแทนของคุณค่าและศักดิ์ศรีของคนข้ามเพศในบริบทสาธารณะ

การผลักดันเวทีเข้าสู่ Public Media (สื่อสาธารณะ) คือจุดเปลี่ยนสำคัญ

หากสังคมต้องการเข้าใจ Trans Women อย่างเป็นระบบ ภาพของพวกเธอไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่กลางคืน การนำเวทีออกอากาศทางโทรทัศน์ในช่วงที่หลายสถานียังลังเล จึงเป็นการท้าทายกรอบคิดของสื่อกระแสหลัก

เมื่อเวทีปรากฏบนหน้าจอ ภาพจำค่อย ๆ เปลี่ยนจากนักแสดง
สู่ผู้เข้าแข่งขันที่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ ความสามารถและการตอบคำถามสาธารณะ

ผู้เข้ารอบประมาณ 30 คนในแต่ละปีผ่านกระบวนการพัฒนาใน Miss Tiffany Academy (หลักสูตรพัฒนาผู้เข้าประกวด) ทั้งด้านการสื่อสาร บุคลิกภาพ และความเข้าใจสิทธิมนุษยชน เครือข่ายของแต่ละรุ่นจึงกลายเป็นทุนทางสังคมที่ขยายไปหลายอาชีพที่หลายๆคนรู้จักกันในวันนี้

กรณีของ ปอย ตรีชฎา เพชรรัตน์ ผู้ได้รับตำแหน่ง Miss Tiffany’s Universe 2004 สะท้อนการเปลี่ยน Career Path จากเวทีประกวดสู่สายบันเทิงระดับภูมิภาค เธอทำงานในจีนและฮ่องกง ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงและนางแบบที่มีภาพลักษณ์มืออาชีพ จนได้รับฉายา “เจ้าหญิงบนพรมแดง” เส้นทางของเธอแสดงให้เห็นว่าเวทีสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพระดับนานาชาติ

ปีใหม่ ศรุดา ปัญญาคำ มิสทิฟฟานี่ คนที่ 25 ปี 2024 เป็นอีกตัวอย่างของความหลากหลายทางอาชีพ เธอมีประสบการณ์ทั้งในสายการบินและวงการนางแบบสากล พร้อมประกาศจุดยืนในการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม 

มงกุฎปี 2025 ตกเป็นของ แอนดอย ปรียากร พรพรหม มิสทิฟฟานี่ คนที่ 26 ศิษย์เก่าสาขาวิชาการสอนศิลปะ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และปัจจุบันรับราชการครู เส้นทางของเธอสะท้อนว่าความสามารถด้านการศึกษา การสื่อสาร 

ปี 2026 เวทีภายใต้ธีม Rise As One ได้ผู้ครองตำแหน่งคนใหม่คือ “บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิติเดช” อายุ 29 ปี คอลัมนิสต์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากกรุงเทพมหานคร การคว้ามงกุฎของเธอไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงในมิติของความสง่างาม หากรวมถึงความสามารถในการสื่อสาร ไหวพริบ และภาวะผู้นำที่ปรากฏชัดตลอดกระบวนการแข่งขัน

ในแต่ละปี ผู้ชนะอาจมีเส้นทางอาชีพที่แตกต่างกัน บางคนก้าวสู่สายบันเทิง บางคนทำงานด้านการศึกษา ธุรกิจ หรือสื่อสารสังคม แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เวทีทำหน้าที่เป็นพื้นที่ตั้งต้นของ Mental Strength (ความมั่นคงทางจิตใจ) และเป็นกลไกที่ทำให้ “ตัวตนของคุณมีคุณค่า” สามารถถูกนำเสนอในพื้นที่สาธารณะอย่างมีศักดิ์ศรี

เมื่อมองในภาพกว้าง Miss Tiffany’s Universe ไม่ได้เคลื่อนไหวอยู่เพียงในโลกของ Pageant Culture (วัฒนธรรมการประกวด) หากเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ประเทศไทยมีพื้นที่แบบ Semi-formal Space (พื้นที่กึ่งทางการ) เช่น โรงละคร คาบาเร่ต์ และเวทีประกวด ที่เปิดโอกาสให้ความหลากหลายเติบโตได้ วันนี้ Thai Soft Power (พลังอ่อนทางวัฒนธรรมของไทย) จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่อาหาร แฟชั่น หรือการท่องเที่ยว หากรวมถึงความสามารถในการผลิตภาพจำของความหลากหลายทางเพศที่สื่อสารออกไปในระดับสากล

ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา Miss Tiffany’s Universe ไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวด หากเป็น Institution (สถาบันทางวัฒนธรรม) ที่สะสมทุนทางสังคมให้กับคนข้ามเพศหลายรุ่น  ผู้เข้าประกวดจำนวนมากไม่ได้จบเส้นทางที่ค่ำคืนแห่งการประกาศผล หากต่อยอดสู่สายอาชีพในวงการบันเทิง การศึกษา ธุรกิจ และงานขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิ่งที่สำคัญกว่าตำแหน่ง คือกระบวนการที่ทำให้ผู้เข้าประกวดได้ “มีที่ยืน” ในพื้นที่ที่ปลอดภัย 

ในบริบทนี้ อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน จึงทำหน้าที่มากกว่าผู้จัดงาน เธอคือ Second-generation Cultural Leader (ผู้นำทางวัฒนธรรมรุ่นที่สอง) ที่รับไม้ต่อจากรากฐานเดิม แล้วค่อย ๆ ขยายเวทีจากธุรกิจบันเทิงให้กลายเป็นพื้นที่ที่ “ตัวตน” มีความหมายในเชิงสังคม พื้นที่ที่คนข้ามเพศสามารถถูกมองเห็นในฐานะมืออาชีพ ผู้มีศักดิ์ศรี และผู้มีเสียงของตัวเอง

ภายใต้ธีม Rise As One ของ Miss Tiffany’s Universe 2026 เวทีไม่ได้ชวนให้ทุกคนเหมือนกัน แต่ชวนให้สังคมเติบโตไปด้วยกันผ่านการยอมรับคุณค่าของกันและกันในฐานะมนุษย์ และบางครั้ง มงกุฎที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ตำแหน่งที่ได้รับในค่ำคืนแห่งการประกาศผล หากคือความมั่นคงภายในใจของคน ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตั้งคำถามเรื่องพื้นที่ยืนในสังคม แต่วันนี้สามารถยืนได้อย่างชัดเจนในตัวตนของตนเอง