จากวันเงียบเหงาในช่วงโควิด
สู่พื้นที่เล็กๆ ที่อยากแบ่งปันความสุขและแรงบันดาลใจจากชีวิตประจำวัน
ช่วงเวลาที่เมืองทั้งเมืองเงียบลงเพราะการระบาดของโควิด-19
หลายคนพยายามหาวิธีปลอบใจตัวเองจากความไม่แน่นอนที่รายล้อม
บางคนกลับไปฟังเพลงเก่า
บางคนหันมาเขียนบันทึก
แต่สำหรับ ฝน นภาศิริ พงศ์ไพฑูรย์สิน เธอเลือก “เล่าเรื่องดีๆ” ผ่านกล้อง
จากการโพสต์เล่นๆ เพื่อฆ่าเวลาในช่วงล็อกดาวน์
กลายเป็นจุดเริ่มต้นของช่อง foonfonn
พื้นที่เล็กๆ ที่เธอตั้งใจให้เป็น “มุมพักใจ” สำหรับทุกคนที่หลงเข้ามา
“ตอนนั้นทุกอย่างดูเงียบมาก เราเลยอยากสร้างพื้นที่ที่ยังมีพลังบวกอยู่ ให้คนเปิดดูแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย”
9Conversations ชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ ‘ฝน นภาศิริ พงศ์ไพฑูรย์สิน’ เจ้าของช่อง foonfonn ผู้ใช้คอนเทนต์เรียบง่าย ถ่ายทอดความสุขและแรงบันดาลใจในทุกวันของชีวิต

ความสุขจากสิ่งธรรมดา
แรงบันดาลใจแรกเริ่มของช่อง foonfonn
เกิดจากความชอบส่วนตัวในเรื่องการเดินทางและคาเฟ่
เธอเริ่มจากการถ่ายคลิปเล็กๆ ของร้านที่แวะไป
รีวิวกาแฟ ถ่ายมุมโต๊ะ ดึงแสงแดดบ่ายให้กลายเป็นความอบอุ่น
และพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายว่า “ที่นี่น่ารักมากเลยค่ะ”
“เราอยากแชร์สถานที่ที่ทำให้รู้สึกดีและสบายใจ
อยากให้คนดูเห็นว่า วันธรรมดาๆ ก็สามารถเป็นวันพิเศษได้
แค่เปิดใจและมองโลกในมุมที่สดใสขึ้นอีกนิด”
จากคาเฟ่หนึ่งสู่คาเฟ่อื่นๆ
จากกล้องมือถือเครื่องเล็กๆ กลายเป็นเครื่องมือในการมองโลกอย่างอ่อนโยน
และจากคนที่อยากแบ่งปันความสุขให้ใครสักคน
เธอกลายเป็นครีเอเตอร์ที่คนดูนับแสนเฝ้ารอคอนเทนต์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ
โมเมนต์ที่รู้ว่า “สิ่งเล็กๆ ของเรามีความหมาย”
คลิปรีวิวคาเฟ่และสถานที่ท่องเที่ยวคือจุดเริ่มต้นของการเป็นที่รู้จัก
“หลายคนคอมเมนต์ว่า ชอบโทนภาพของเรา ชอบวิธีพูดที่ฟังแล้วรู้สึกดี เหมือนได้ไปด้วยกัน”
คำพูดเล็กๆ เหล่านั้นกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้ฝนอยากทำต่อ
คอนเทนต์ของ foonfonn จึงค่อยๆ เติบโตจากการรีวิวสถานที่
ไปสู่เรื่องราวของ Lifestyle และ Self-love
เธอเพิ่มหมวดหมู่ใหม่ ทั้งเรื่องความงาม การออกกำลังกาย รีวิวที่พัก หรือแม้แต่ POV สั้นๆ ที่สื่อสารอารมณ์ชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปคือ “ความจริงใจ” ที่แทรกอยู่ในทุกวิดีโอ

อยู่รอดเพราะรู้จักปรับตัว
โลกของคอนเทนต์เปลี่ยนเร็วเสมอ
เทรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์
แต่สิ่งที่ทำให้ foonfonn ยืนระยะได้คือความยืดหยุ่นและการไม่หยุดเรียนรู้
“สิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดในวงการนี้คือการปรับตัวค่ะ
เพราะแพลตฟอร์มเปลี่ยนเร็วมาก ทั้งอัลกอริทึม คนดู และกระแสใหม่ๆ
เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับให้เข้ากับสิ่งเหล่านั้น
แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาความเป็นตัวเองไว้ให้ได้ในทุกช่วงเวลา”
เธอไม่เร่งโต ไม่ไล่ตามเทรนด์แบบไร้ทิศทาง
แต่ค่อยๆ พัฒนาให้คอนเทนต์มีคุณค่า ทั้งในแง่ภาพ เสียง และอารมณ์
จนกลายเป็นช่องที่ “ดูแล้วสบายใจ แต่ยังได้สาระติดมือกลับไป”
เมื่อการสร้างคอนเทนต์กลายเป็นโอกาสในการเติบโต
สำหรับฝน การเป็นครีเอเตอร์คือการเปิดโลกออกไปกว้างกว่าเดิม
“เราได้รู้จักผู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้วิธีคิดจากแบรนด์ที่เคยเป็นแค่ผู้บริโภค
และได้รู้ว่า สิ่งที่เราทำมีคุณค่ากับใครบางคนจริงๆ”
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เธออยากพัฒนาตัวเองต่อไป
ไม่ใช่เพื่อให้ช่องใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อให้สิ่งที่เล่าออกไป “มีความหมายมากขึ้น”
มุมพักใจของคนดู
เมื่อถามว่าอยากให้คนดูได้อะไรจากช่องนี้
ฝนตอบด้วยรอยยิ้มว่า
“อยากให้ช่อง foonfonn เป็นเหมือนมุมพักใจเล็กๆ ของใครบางคนค่ะ
ไม่ว่าจะเหนื่อยจากงานหรือยังไม่มีเวลาไปเที่ยวไหน
แค่เปิดดูคลิปของเรา แล้วรู้สึกยิ้มขึ้นมาได้สักนิดหนึ่ง ก็พอแล้ว”
ในแต่ละคลิปเธอแอบซ่อนคำเล็กๆ ไว้เสมอ
คำที่บอกให้คนดูรักตัวเองมากขึ้น
ใช้ชีวิตให้เบาลง และมองเห็นความสุขจากสิ่งรอบตัว
เพราะ “บางครั้งความสุขก็เริ่มจากสิ่งเล็กๆ แค่เราเลือกมองให้เห็น”
จุดร่วมของ foonfonn และ Tellscore
ความสัมพันธ์กับ Tellscore เริ่มจากการร่วมแคมเปญแนว Lifestyle และ Travel
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอรู้สึกว่า “ได้เป็นตัวเองที่สุด”
“Tellscore เป็นแพลตฟอร์มที่เข้าใจครีเอเตอร์มาก
ทำให้การทำงานกับแบรนด์เป็นเรื่องง่ายและมีระบบ
เขาให้เราได้ถ่ายทอดสิ่งที่ถนัดในแบบที่เป็นธรรมชาติที่สุด”
เธอบอกว่าทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกับ Tellscore
จะรู้สึกเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจระหว่างคนทำงาน
“ไม่ใช่แค่เราได้โอกาส แต่ยังได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกันด้วย”

วันที่ชื่อ “foonfonn” ขึ้นบนเวที
วันที่ได้รับรางวัล Best Tellscore Platform Star Influencer Award
เธอยิ้มพร้อมพูดสั้นๆ ว่า
“ดีใจและตื้นตันมาก เพราะไม่เคยคิดว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำด้วยใจจะไปถึงตรงนั้นได้”
รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่คือ “การยืนยันว่าความตั้งใจไม่เคยหายไปไหน”
สิ่งที่เธอเริ่มจากมุมเล็กๆ ในบ้าน กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อไปถึงคนอีกมากมาย
ถ้าโลกนี้ไม่มีครีเอเตอร์
ฝนตอบคำถามนี้อย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
“โลกคงขาดสีสันไปเยอะเลยค่ะ เพราะครีเอเตอร์คือคนที่เล่าเรื่องของยุคสมัย
เป็นคนที่ถ่ายทอดมุมมองใหม่ๆ ให้คนได้เห็น ได้คิด และได้รู้สึก”
เธอเชื่อว่า โลกออนไลน์ที่ไม่มีครีเอเตอร์อาจจะเงียบ
แต่ที่แน่ๆ คือจะไม่มีรอยยิ้ม ความฝัน หรือแรงผลักดันเล็กๆ
ที่เกิดขึ้นจากการแชร์ต่อกันในแต่ละวัน
“ครีเอเตอร์ไม่ได้สร้างแค่คอนเทนต์
แต่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนกลับมารักชีวิตประจำวันของตัวเองอีกครั้ง”
เพราะสำหรับ foonfonn
การสร้างคอนเทนต์ไม่ใช่การหนีจากความจริง
แต่มันคือการ “มองเห็นความงามของความจริงนั้น” แล้วแบ่งปันให้โลกได้รับรู้


