บางคดีทำให้เราขนลุก บางคดีทำให้ใจอ่อนแรง แต่สารคดีที่ดีจริงจะไม่เพียงพาเรามองเหตุการณ์ หากยังพาเราเดินเข้าไปกลางเรื่อง แล้วกลับออกมาพร้อมคำถามบางอย่างกับตัวเอง
วันนี้ 9Conversations ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ตังค์ มรรคพร หรือ หมอตังค์ แพทย์ผู้ใช้ศาสตร์นิติเวชและศิลปะการเล่าเรื่องเชื่อมเข้าหากันอย่างงดงาม เขาใช้ความรู้ด้านเวชศาสตร์นิติเวช และมุมมองแบบคนทำหนัง ถ่ายทอดคดีอาชญากรรมด้วยภาษาที่ทั้งแม่นยำและอ่อนโยน ร้อยเรียงข้อมูล กฎหมาย สถิติ และบริบททางสังคมจนเกิดเป็นเรื่องเล่าที่ไม่ได้มีเพียงข้อเท็จจริง แต่ยังอบอวลไปด้วยอุณหภูมิของความเป็นมนุษย์ในทุกนาที

จุดเริ่มต้นของสองความฝัน
ความฝันแรกของตังค์คือการเป็นผู้กำกับ เขาอยากทำหนัง อยากทำสื่อ
“ตั้งแต่เด็กผมอยากเป็นผู้กำกับ อยากทำหนัง อยากทำสื่อครับ” เขาเริ่มเล่าเสียงเรียบ แต่แววตายังมีประกายแบบคนพูดถึงสิ่งที่รัก “สุดท้ายผมก็เลือกเรียนหมอ เพราะก็ชอบเหมือนกัน แต่พอเรียนจบตอนอายุยี่สิบสี่ ก็รู้สึกว่า เอ้อ… ความฝันเราอย่างหนึ่งสำเร็จแล้ว แต่เรายังมีอีกความฝันที่ค้างอยู่”
หลังเรียนจบแพทย์และไปประจำที่แม่ฮ่องสอน เขาตั้งใจจะสร้างพื้นที่เล่าเรื่องของตัวเองขึ้นมา เขาเล่าว่า จุดนั้นไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่เพื่อบันทึกชีวิต ต่อเติมความฝัน และลองพิสูจน์ว่าความรู้แพทย์จะไปจับมือกับงานเล่าเรื่องได้แค่ไหน
“มันเป็นช่วงที่ยังมีไฟ มีแรงฝัน แล้วก็มีทุนทรัพย์ผลักดันตัวเองนิดหน่อย ก็เลยอยากทำสื่อขึ้นมาสักอย่างเพื่อเติมเต็มความฝัน ไม่ได้คิดเรื่องเงินเลยครับ แค่อยากบันทึกชีวิตตัวเองไว้ในรูปแบบที่เราชอบ”
เอาความถนัดไปจับกับความชอบ
ก่อนลงมือทำ เขาเริ่มวิเคราะห์ตัวเองอย่างจริงจัง “ผมถามตัวเองว่ามีความรู้เรื่องอะไรที่ใช้ได้ และเราชอบอะไร ผมถนัดด้านการแพทย์อยู่แล้ว ก็เลยลองเอาความถนัดนี้ไปผสมกับสิ่งที่เราชอบ นั่นก็คือการสืบสวน”
เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนเสริม “ผมเป็นแฟนโคนันกับคินดะอิจิเลยนะครับ ตอนเด็กอ่านแล้วอยากรู้ว่าคนเขียนคิดได้ยังไง แล้วพอมาเรียนหมอ ผมก็ชอบวิชานิติเวชมาก มันเป็นโลกที่น่าค้นหา คนป่วยยังบอกเราได้ว่าเจ็บตรงไหน แต่ศพบอกไม่ได้ เราต้องอ่านร่องรอยจากสิ่งที่เขาทิ้งไว้ แล้วคืนความยุติธรรมให้ได้”
จากจุดนั้น รายการ เวรชันสูตร จึงถือกำเนิดขึ้น เป็นการเล่าเรื่องคดีอาชญากรรมที่สอดแทรกความรู้แพทย์ และข้อคิดทางสังคมไว้ในทุกตอน “ผมอยากให้คนดูได้ทั้งความรู้ ทั้งอุทาหรณ์ และเห็นจิตใจมนุษย์ไปพร้อมกัน โดยไม่รู้สึกว่าถูกสอน” เขาย้ำ
คลิปยาวหนึ่งชั่วโมงที่เปลี่ยนชีวิต
คลิปเปิดตัวของเวรชันสูตรคือคดีฆาตกรรมภายในครอบครัวหนึ่ง “คลิปแรกของผมยาวชั่วโมงกว่าเลยครับ เป็นคดีฆาตกรรมครอบครัว มีคุณพ่อ คุณแม่ ลูกสองคน แล้วสุดท้ายพ่อเป็นคนฆ่าทุกคนเอง” หมอตังค์เล่าอย่างใจเย็น “ตอนนั้นมีคนดูไม่ถึงห้าสิบคนด้วยซ้ำ เพื่อนยังบอกเลยว่าใครจะฟังคลิปยาวขนาดนี้”
แต่เขายังทำต่อด้วยความเชื่อในงานของตัวเอง ผ่านไปราวสามเดือน อัลกอริทึมเริ่มพาเรื่องนั้นไปเจอผู้ชมที่ใช่ “ผมไม่ได้หวังจะดัง แค่ทำเหมือนบันทึกชีวิตตัวเองไปเรื่อยๆ จนผ่านไปประมาณสามเดือน อยู่ดีๆ คลิปแรกก็ขึ้นมาในยูทูบ คนดูเยอะมาก คอมเมนต์เข้ามาว่าไม่เคยเห็นใครเล่าแบบนี้เลย” ครั้งจากนั้นจึงเกิดโดมิโน่เอฟเฟกต์ ผู้ชมไหลไปดูตอนอื่นต่อ ยอดซับกระโดดจากหลักร้อยเป็นหลายหมื่นภายในวันเดียว
เขาจำได้แม่นว่าวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนคือวันที่นั่งตรวจคนไข้ในห้องโอพีดี รีเฟรชดูตัวเลขแล้วแทบไม่เชื่อสายตา ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากดวงอย่างเดียว แต่มาจากการวางโครง การลงรายละเอียด และกล้าเลือกความยาวที่มุ่งเน้นไปที่เนื้อหา ไม่ใช่เอาใจอัลกอริทึม
“ผมรีเฟรชช่องดูเล่นๆ แล้วเห็นยอดผู้ติดตามพุ่งจากหลักร้อยเป็นหกหมื่นในวันเดียว มันเหมือนฝันเลยครับ”

อยู่รอดด้วยความยืดหยุ่น
เมื่อถามว่าอะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุด หมอตังค์นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “คงเป็นความยืดหยุ่นครับ ผมเจอเรื่องใหม่ทุกวัน ไม่มีอะไรจำเจเลย ปัญหาเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งเรื่องเทรนด์ เรื่องเวลา เรื่องงานแพทย์ที่ต้องรับผิดชอบด้วย เราเลยต้องปรับตัวให้ได้ แต่ยังรักษาแก่นของเราว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร”
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า grounding “เราต้องกราวด์ตัวเองไว้เสมอ ไม่ว่าคลิปจะดังหรือไม่ดัง เราก็ยังเล่าเรื่องด้วยความตั้งใจเดิม”
โอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่ารางวัล คือการได้อยู่ในชีวิตคนดู
เมื่อพูดถึงสิ่งที่อาชีพครีเอเตอร์มอบให้ หมอตังค์ยิ้ม “เยอะมากครับ ทั้งรายได้ โอกาส การเจอผู้คนใหม่ๆ แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดคือคอมมูนิตี้ที่เราได้สร้างขึ้นมา”
เขาเล่าว่าเวลามีแฟนคลับมาทักในงานแจกลายเซ็น คำพูดที่จำไม่ลืมคือ “พี่ตังค์ หนูดูพี่ตั้งแต่มอ 4 ตอนนี้หนูปี 2 แล้วนะ” เขานิ่งไปสักพักก่อนพูดต่อ “การที่เราได้อยู่ในชีวิตใครสักคนในช่วงเวลาหนึ่งแบบนั้น มันมีค่ายิ่งกว่ารางวัลไหนๆ เลยครับ”
บางคนฟังระหว่างทำงาน บางคนเปิดระหว่างทำวิจัย “มันอบอุ่นมากนะครับ เวลาเขาเข้ามาอวยพรให้เรามีความสุข ทั้งที่เขาอาจกำลังเจอเรื่องหนักในชีวิต แต่ยังส่งพลังดีๆ กลับมาให้เรา มันทำให้ผมอยากเป็นกำลังใจให้คนอื่นบ้าง” ความทรงจำเหล่านี้จะไม่เลือนหาย และยิ่งทำให้เขาอยากเป็นฝ่ายส่งกำลังใจกลับไป
ความหมายของรางวัลบนเวทีใหญ่
เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัล Winner อันดับ 1 Best Wonders and Wisdom Influencer Award บนเวที Thailand Influencer Awards 2025 by Tellscore หมอตังค์หัวเราะเบาๆ ก่อนตอบตรงๆ “ดีใจมากครับ มันเหมือนสิ่งที่เราทำมาตลอดมีคนมองเห็น อย่างน้อยมันยืนยันว่าเรามาถูกทาง และงานของเรามีคุณค่ากับคนอื่นจริงๆ”
เขาบอกว่ารางวัลนี้ไม่ใช่ของเขาคนเดียว “มันเป็นรางวัลของทั้งทีมและคนดู เพราะช่องเวรชันสูตรไม่ใช่ของผมคนเดียว มันเป็นของพวกเราทุกคนที่ช่วยกันทำให้มันเกิดขึ้น”
ถ้าโลกนี้ไม่มีครีเอเตอร์..
ตังค์เชื่อว่าครีเอเตอร์ไม่ใช่คนมอบอย่างเดียว แต่เป็นผู้รับด้วย ทุกตอนของเวรชันสูตรเปิดพื้นที่ให้คนดูช่วยกันเติมข้อมูล แก้การออกเสียงชื่อเฉพาะ แบ่งปันวัฒนธรรม และอัปเดตความคืบหน้า เคสอาชญากรรมจึงกลายเป็นบทสนทนาที่หลายฝ่ายร่วมกันดูแล ความรู้เดินทางแบบมีชีวิต ถ้าพื้นที่เช่นนี้หายไป โลกคงเหลือแต่ข้อมูลที่เย็นชา แต่เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคม ไม่ช้าก็จะมีใครพยายามสร้างสะพานนั้นขึ้นมาใหม่

ถ้าไม่มีครีเอเตอร์ โลกคงเงียบเหงากว่านี้มาก
“ผมว่าครีเอเตอร์ไม่ใช่คนให้ฝ่ายเดียว แต่เราได้รับด้วยครับ” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เวลาเล่าเรื่องคดี ผมชอบเปิดให้คนดูช่วยกันเสริมข้อมูล อย่างเรื่องการออกเสียงชื่อจีน หรือข้อมูลวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ คนดูก็มาช่วยแก้ให้ ถูกบ้างผิดบ้าง แต่กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนที่อบอุ่นมาก” แบ่งปันวัฒนธรรม และอัปเดตความคืบหน้า เคสอาชญากรรมจึงกลายเป็นบทสนทนาที่หลายฝ่ายร่วมกันดูแล ความรู้เดินทางแบบมีชีวิต
ถ้าพื้นที่เช่นนี้หายไป หมอตังค์เชื่อว่าถ้าโลกนี้ไม่มีครีเอเตอร์ “เราคงมีพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนน้อยลงเยอะเลยครับ”
รายการ เวรชันสูตร ของหมอตังค์จึงไม่ใช่แค่การชันสูตรศพในคดี แต่อาจเป็นการชันสูตรหัวใจของมนุษย์ทั้งผู้กระทำและผู้ฟัง มันพาเราตั้งคำถามกับศีลธรรม ความเปราะบาง และความเป็นมนุษย์ในตัวเราเอง
เพราะบางครั้ง การเล่าเรื่องอาชญากรรมที่ดีที่สุด ไม่ได้ทำให้เรากลัวความตาย แต่มันทำให้เราเห็นคุณค่าของ “ชีวิต” ชัดขึ้นกว่าเดิม


