เจาะลึกเทรนด์ ‘Non-human Influencer’ เมื่อสัตว์เลี้ยง คาแร็กเตอร์ และ AI กลายเป็นพลังใหม่ทางการตลาดของแบรนด์

“จะเป็นอย่างไรถ้าอินฟลูเอนเซอร์ในโลกใหม่…ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป?”

ท่ามกลางความเจริญของยุคใหม่ อันมี AI เป็นปัจจัยที่ 6 รองจากโทรศัพท์มือถือ มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะยึดเหนี่ยวใจมนุษย์ด้วยกันเองอีกต่อไป ยังมีสิ่งมีชีวิต/ไม่มีชีวิตอื่น ๆ อีกมากมายที่ชุบชูใจให้มีความสุขได้

9Conversations ชวนคุณสำรวจจักรวาลของ Non-human Influencer หรือ ‘อินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ใช่มนุษย์’ จะสัตว์เลี้ยง หุ่นยนต์ หรือ AI มาดูกันว่าความนิยมของพวกเขามีมากแค่ไหน และทำไมคนเราถึงรู้สึกผูกพันกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ได้

Non-human Influencer ประเภทแรกที่เปลี่ยนฉากวงการการตลาดให้เข้มข้น คือ Virtual Influencer หรือ อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาหลายยุค หลายสมัย แต่เริ่มเป็นที่สนใจตอนเทคโนโลยี VR และ AR กำลังบูม โดย Virtual Influencer คนแรก ๆ ที่โลกให้ความสนใจ มีชื่อว่า Miquela Sousa (2559) เด็กสาววัย 19 เชื้อสายบราซิล – อเมริกัน ผู้โดดเด่นเรื่องแฟชั่น จนได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังมากมาย อาทิ Calvin Klein, Prada และ Samsung

ความสำเร็จของ Miquela Sousa ต่อยอดเป็น Virtual Influencer คนดังอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Imma สาว J-pop Icon, Bermuda แฟชันนิสต้า หรือแม้แต่น้อง Katie (กะทิ) และ Ailynn (ไอลีน) อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงสัญชาติไทย ผู้เคยทำให้หน้าไทม์ไลน์ของโซเชียลมีเดียคึกคักทุกแพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว Virtual Influencer ในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น เนื่องจากคนคุ้นชินกับสื่อหรือสิ่งประดิษฐ์ดิจิทัลที่สร้างด้วย AI แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าตลาดนี้ซบเซาลงไป เพราะจากรายงานเรื่อง Virtual Influencer บนเว็บไซต์ Research and Markets ยังคาดการณ์ว่าวงการ Virtual Influencer จะยังเติบโตถึง 62.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 นอกจากนี้ บน IG: lilmiquela ของ Miquela Sousa ก็ยังมียอดผู้ติดตาม 2.3M และแฟนคลับยังคงคอมเมนต์ทุกรูปของเธออย่างล้นหลาม คงต้องติดตามต่อไปว่า Virtual Influencer จะมีพัฒนาการต่อไปอย่างไร

Virtual Influencer เรียกได้ว่าเป็นหุ่นยนต์ดิจิทัล 100% ต่างกับ VTuber ที่ยังมี ‘ความเป็นมนุษย์แทรกซึม’ เพราะจริง ๆ แล้วฉากหลังของพวกเขาก็คือมนุษย์ เพียงแต่เปิดเผยให้เราเห็นเฉพาะ ‘ตัวตนที่พวกเขาอยากเป็น’

VTuber (Virtual Youtuber) คือ การทำคอนเทนต์ลงบน YouTube (รวมทั้งแพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์ LIVE Streaming ทั้งหมด) โดยใช้เทคโนโลยี Motion Capture เปลี่ยนการเคลื่อนไหว สีหน้า เสียงของคนจริง ให้กลายเป็นตัวละครอวตารแบบเรียลไทม์ และแน่นอนว่า เนื่องจากถือกำเนิดจากคนชื่นชอบคาแร็กเตอร์แบบอนิเมะญี่ปุ่น ตัวละครที่สร้างจึงมักมี Mood & Tone ลักษณะนั้น

ปัจจุบัน VTuber ทำกันเป็นอุตสาหกรรม ที่มีค่าย มีนายทุน และมีผู้สร้างโปรเจ็กต์สนับสนุน ตัวอย่าง VTuber ดัง ๆ ในไทย คือ Dacapo (ดาคาโปะ) จากสังกัด Algorhythm Project (ARP) มีคาแร็กเตอร์เป็นนกพันธุ์ Gloster Canary และมีผู้ติดตาม 453,000 คนบน YouTube อีกคนคือ Aisha (ไอช่า) VTuber รุ่นบุกเบิกของไทย จากสังกัด ผู้เป็นที่รู้จักในนาม ‘แมวซ่า’ เป็นไอคอนสายร้องเพลงและไลฟ์สไตล์ และมีผู้ติดตามถึง 543,000 คนบน YouTube

แม้จะเป็น Virtual เหมือนกัน แต่ Virtual Influencer และ VTuber ตอบสนองผู้ติดตามได้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก Virtual Influencer สามารถ Engage กับผู้ติดตามได้ผ่านตัวหนังสือ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหวที่สร้างขึ้นเป็นชิ้นงานได้เท่านั้น ต่างกับ VTuber ที่มีคนจริง ๆ อยู่เบื้องหลัง จึงโต้ตอบกับผู้ติดตามได้แบบเรียลไทม์ ภายใต้คาแร็กเตอร์ที่สร้างขึ้นได้อย่างสมจริง

ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้ทุกชนชั้น (โดยเฉพาะชนชั้นกลาง) คิดหนักเรื่องการมีลูก จึงเกิดวัฒนธรรม Pet Parent หรือการเลี้ยงสัตว์เป็นลูก จุดนี้เองที่ทำให้ Pet Influencer ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

i-Tail Corporation PCL (ITC) ผู้นำระดับโลกด้านอาหารสัตว์เลี้ยง เผยข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจ ว่ามนุษย์ Gen Z และ Millennials 70% มองว่าสัตว์เลี้ยงคือครอบครัว (ที่มา: Marketing Oops!) สอดคล้องกับสถิติจาก DATAINTELO ที่ระบุว่า ตลาดอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยงทั่วโลกมีมูลค่า1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2034

ความโดดเด่นของ Pet Influencer คือความน่ารัก น่าเอ็นดู ตลก และแสนซนที่มนุษย์ไม่อาจเลียนแบบได้ เติมเต็มความต้องการทางจิตใจที่ขาดหายไป ปัจจุบันจึงมีอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยงมากมายที่ครองใจคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Nala Cat (4.2M Followers), สุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ Tuckerbudzyn (4.3M Followers) หรือ แมวหน้าบึ้ง Grumpy Cat (2.5 M Followers)

Mascot ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ประจำองค์กรหรือการเดินแจกใบปลิวอีกต่อไป แต่สามารถยกระดับเป็น Character-led Brand Building ที่สร้างฐานแฟนคลับ (Fandom) ได้ด้วยตัวเอง

กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ ‘น้องหมีเนย’ (Butterbear) คาแร็กเตอร์ประจำร้านขนมที่สามารถต่อยอดจนกลายเป็น Character IP ระดับแมส มีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก และเปิดโอกาสให้แบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาร่วม Collaboration นอกจากนี้ ค่ายบันเทิงอย่าง GMMTV ยังได้สร้างสรรค์ Mascot เป็นตัวแทนศิลปินในโปรเจกต์ MY IDEAL FAN เช่น POLGASAN, PERMPOON และ LOOK KHUNNOO ซึ่งขยายขอบเขตการทำ Fandom Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากสัตว์เลี้ยงขนปุย มาสคอตสุดนุ่มนิ่ม ไปจนถึงหุ่นยนต์ AI คำถามสำคัญคือ “ทำไมเราถึงรู้สึกผูกพัน และยอมให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึก?”

แม้การใช้ Non-human Influencer หรือ AI จะช่วยลดความเสี่ยงบางประการเมื่อเทียบกับบุคคลจริง แต่การบริหารจัดการ คาแร็กเตอร์ก็มีความเสี่ยงที่แบรนด์ต้องระมัดระวังเช่นกัน:

สำหรับแบรนด์และนักการตลาด ยุคนี้คือโอกาสทองที่จะเลิกพึ่งพาเพียงแค่การจ้างอินฟลูเอนเซอร์ภายนอก แต่หันมาสร้าง Owned Influencer หรืออินฟลูเอนเซอร์ของตัวเองเพื่อเป็นสินทรัพย์ระยะยาว ผ่านแนวคิดเหล่านี้

ในอนาคตอันใกล้ โลกคอนเทนต์จะไม่มีพรมแดนคั่นกลางระหว่าง ‘มนุษย์จริง’ กับ ‘คาแร็กเตอร์ที่ถูกออกแบบ’ อีกต่อไป ทว่าแก่นแท้ที่จะชนะใจผู้บริโภคได้ในระยะยาวคือการส่งมอบความรู้สึกร่วมที่ตรงใจในแต่ละช่วงเวลา และนี่คือโอกาสครั้งใหญ่ที่อินฟลูเอนเซอร์ทุกคนต้องก้าวให้ทัน!

ไม่ว่าคุณจะเป็นอินฟลูฯ สายไหน มนุษย์ที่มีเอกลักษณ์ หรือครีเอเตอร์ผู้สร้างตัวตนเสมือน มาร่วมเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ และเติบโตไปพร้อมกับเรา หรือส่งอีเมลมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Contact@Tellscore.com