เปิดมุมมอง! กฎหมาย AI กับครีเอเตอร์ ลดพลังสร้างสรรค์ หรือเพิ่มความอุ่นใจ

เปลี่ยนโรงหนังให้เป็นพื้นที่ของบทสนทนาและมุมมองชีวิตจริง ต่อยอดจาก “การดูหนัง” สู่ “พื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด” ผ่านการเชื่อม Content, Space และ Audience เข้าด้วยกันราว 2 – 3 ปีมานี้ พฤติกรรมการหาข้อมูลของคนทุกเจนเนอร์เรชันเปลี่ยนไป จากที่เคยเสิร์ชคำค้นหาบน Google ก็เปลี่ยนเป็นถาม Generative  AI และยังอนุญาตให้ AI เข้ามาอยู่ในทุกองค์ประกอบของชีวิตอย่างเปิดใจ ไม่ว่าจะปรับแต่งรูป ตัดต่อวิดีโอ ดูทีวี หรือแม้กระทั่งทุ่นแรงตอนทำงานบ้าน ด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผสานพลังกับ AI 

เมื่อ AI เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตมนุษย์ขนาดนี้ ก็ย่อมต้องมีอะไรสักอย่างมากำกับควบคุม โดยเฉพาะเมื่อเคสหลอกลวงอย่าง AI Deepfake ถูกมิจฉาชีพนำมาใช้หลอกผู้คนจริง ๆ คำถามสำคัญก็คือ เมื่อการใช้ AI มีกฎหมายมาควบคุม ในอีกด้านหนึ่งจะเป็นการลดทอนประสิทธิภาพของการใช้ AI หรือไม่?

รู้จักกฎหมาย AI – ตอนนี้มีกี่ประเทศที่ประกาศใช้?

จากการสืบค้นข้อมูล ปัจจุบันประเทศที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับ AI มีเกินกว่า 69 ประเทศ และมีกฎหมายบังคับใช้แล้วกว่า 1,000 ฉบับ ครอบคลุมสหรัฐอเมริกา ประเทศในสหภาพยุโรป และเอเชียบางประเทศ แต่มีอยู่ประมาณ 4 – 5 ประเทศที่เนื้อหาของกฎหมายน่าจับตา และน่าจะมีผลต่อทิศทางของกฎหมาย AI ในหลาย ๆ ประเทศ

ยุโรป – EU AI Act

EU AI Act หรือ EU Artificial Intelligence Act ถือว่าเป็นกฎหมาย AI ฉบับแรกของโลก ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2025 และคาดว่าจะบังคับใช้เต็มรูปแบบครบทุกมาตราภายในปลายปีนี้ สาระสำคัญของ EU AI Act คือการจัดกลุ่ม AI ตามความเสี่ยง 4 ประเภท ได้แก่

  • ความเสี่ยงต่ำ (Minimal Risk): ใช้งานได้ตามปกติ อาศัยเพียงจรรยาบรรณของผู้พัฒนา เช่น พวก Spam Filter
  • ความเสี่ยงจำกัด (Limited Risk): ต้องมีการเขียนกำกับว่าผลงานดังกล่าวสร้างจาก AI หรือเผยแพร่แหล่งข้อมูลให้เด่นชัด เช่น Chatbot อย่าง ChatGPT หรือระบบตรวจจับความรู้สึก (Emotion Recognition AI)
  • ความเสี่ยงสูง (High Risk): AI ที่อาจส่งผลเสียต่อสิทธิและสวัสดิภาพขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบคัดกรองใบสมัครงาน ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ 
  • ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable Risk): ระบบที่คุกคามสวัสดิภาพและความปลอดภัยอย่างร้ายแรง เช่น ระบบระบุตัวตนด้วยข้อมูลทางชีวภาพ หรือ AI ที่จดจำใบหน้า

เกาหลีใต้ – AI Basic Act

AI Basic Act หรือชื่อเต็ม Act on the Development of Artificial Intelligence and Establishment of Trust คือกฎหมาย AI ฉบับแรกที่ประกาศใช้ในภูมิภาคเอเชีย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งนักพัฒนา AI และผู้ประกอบการที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้เครื่องมือเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมี “ผลย้อนกลับนอกอาณาเขต” คือแม้จะทำความผิดในภูมิภาคอื่น แต่ถ้าส่งผลกระทบมาถึงเกาหลีใต้ ก็จะได้รับโทษตามบัญญัติของกฎหมายนี้เช่นกัน

สหรัฐอเมริกา – Winning the AI Race: America’s AI Action Plan (Plan)

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 ทำเนียบขาวได้เปิดแผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ระบุถึงมาตรการระยะสั้นของรัฐบาลกลางจำนวน 90 ข้อ ที่มุ่งปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์การใช้ AI ของสหรัฐฯ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • พัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับ AI และโครงสร้างพื้นฐานที่จะขยายโอกาสและยกระดับมาตรฐานการครองชีพของแรงงานชาวอเมริกัน ไม่ใช่การทดแทนแรงงานมนุษย์
  • มุ่งเน้นการส่งออกแพ็กเกจเทคโนโลยี AI แบบครบวงจร ซึ่งบูรณาการซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการสนับสนุนทางเทคนิคที่พัฒนาโดยสหรัฐฯ เพื่อแข่งขันในระดับโลก
  • เฝ้าระวังต่างชาติที่พยายามแสวงหาประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ โดยเน้นการควบคุมการส่งออก การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการตรวจสอบความมั่นคงแห่งชาติ

แคนาดา – Artificial Intelligence and Data Act (AIDA)

ร่างพระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์และข้อมูล หรือ AIDA ถือเป็นความพยายามครั้งแรกของแคนาดา ในการสร้างมาตรฐานการใช้ AI โดยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติการดำเนินการตามกฎบัตรดิจิทัล ปี 2022 ซึ่งจะวางรากฐานสำหรับการออกแบบ พัฒนา และใช้งานระบบ AI ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวแคนาดา อย่างไรก็ดี AIDA ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ยังไม่มีการประกาศใช้จริง

กลับมาที่ประเทศไทย เรามีกฎหมาย AI ไหม?

แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็เริ่มเดินก้าวแรกแล้ว โดยเปิดเวทีรับฟังความเห็นต่อ “(ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์” ฉบับแรกของประเทศ เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 โดยมุ่งเน้นการกำกับดูแลการใช้งาน AI ที่มีความเสี่ยงสูง ดันมาตรฐานใช้ AI อย่างมีจริยธรรม

เป้าหมายใหญ่ของร่างกฎหมาย AI ฉบับนี้ คือ การสร้างสมดุล ระหว่างการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม  และการปกป้องประโยชน์สาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนในการออกแบบแนวปฏิบัติ หรือมาตรการควบคุมที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของ AI ในแต่ละบริบท

อนาคตถ้ากฎหมาย AI ของไทยเกิดขึ้นจริง วงการครีเอเตอร์จะเป็นแบบไหน?

เพื่อคาดการณ์อนาคตของเราให้เด่นชัด คงต้องกลับไปศึกษาผลกระทบต่อวงการครีเอเตอร์ในกลุ่มประเทศที่มีกฎหมาย AI แล้วอย่างสหภาพยุโรป โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ dragonflyeditorial ระบุว่า การบังคับใช้ EU AI Act นับว่าเป็นเรื่องสะเทือนวงการ โดยเฉพาะวลีเด็ดที่ว่า

“meaningful human oversight” ทำให้ครีเอเตอร์หรือนักเขียน ที่บางครั้งก็ใช้ AI ในการตรวจสอบ/แก้ไขคำ ปรับปรุงเนื้อความ ต่างกังวลว่า จะต้องติดป้ายกำกับในผลงานของตัวเองว่าทำขึ้นโดย AI หรือไม่

อย่างไรก็ดี ใจความสำคัญของ EU AI Act ไม่ได้หมายความว่าทุกงานที่ผ่าน AI ต้องติดป้ายกำกับเช่นนั้น แต่โฟกัสเฉพาะเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเท่านั้น เช่น AI Deepfake หรือ AI Chatbot ต่างกับงานคอนเทนต์ที่นำไปผ่าน AI ตอนตรวจแก้ไขคำ แต่ก็ผ่านการตัดสินใจและการสร้างสรรค์จากมนุษย์ งานนั้นจึงนำโดยมนุษย์ไม่ใช่ AI และเพราะเหตุผลนี้ จึงมีการเพิ่มวลี “human-reviewed” หรือ “editor-verified” เข้าไปในบางผลงานที่ตีพิมพ์ในยุโรป

สำหรับประเทศไทย แม้กฎหมายจะอยู่ในขั้นตอนการยกร่าง แต่เมื่อพิจารณาจากจุดประสงค์หลัก คือ “เน้นการกำกับดูแลการใช้งาน AI ที่มีความเสี่ยงสูง ดันมาตรฐานใช้ AI อย่างมีจริยธรรม” จะเห็นว่า กฎหมายมุ่งไปที่วัตถุประสงค์ในการใช้งาน หากใช้ AI เพื่อการพัฒนาผลงานให้ดีขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์ และใช้งานด้วยความโปร่งใส ไม่ได้ใช้ AI ทำงานแทน แต่ใช้เพียงเพื่อตรวจสอบหรือปรับปรุงรายละเอียดบางอย่าง ก็ไม่ได้ทำให้ขีดจำกัดการสร้างสรรค์ของมนุษย์ลดลงแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม หากมองอีกแง่ว่าไทยกำลังจะมีกฎหมาย AI เพื่อคุ้มครองผู้ใช้งานในระบบต่าง ๆ ให้ปลอดภัยจาก Cyberscams หรือการหลอกลวงที่อันตราย (โดยไม่ลืมว่าครีเอเตอร์ก็คือผู้ใช้งานเช่นกัน) กฎหมายนี้มีแต่จะเพิ่มความอุ่นใจ และทำให้ครีเอเตอร์ไทยทำงานง่ายขึ้น

ท่ามกลางกระแส AI สิ่งที่ผู้คนโหยหาที่สุดคือ ‘Trust Economy’

ในวันที่ใครๆ ก็สามารถเสกคอนเทนต์สวยหรูขึ้นมาได้ด้วยการกด Prompt เพียงไม่กี่วินาที สิ่งที่จะกลายเป็นสกุลเงินใหม่ที่มีค่าที่สุดในโลกดิจิทัลคือ ‘ความน่าเชื่อถือ’ เมื่อผู้บริโภคเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรปลอม พวกเขาจะหันไปหาครีเอเตอร์ที่กล้าเปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าใช้ AI อย่างไร และยังคงรักษาตัวตนที่แท้จริงไว้ได้

นอกจากกฎหมายแล้ว แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube หรือ Meta ก็เริ่มขยับตัวด้วยการออก Community Guideline สำหรับเนื้อหาจาก Generative AI โดยระบุว่าหากคอนเทนต์มีการใช้ AI ปรับแต่งอย่างมีนัยสำคัญ หรือสร้างเหตุการณ์จำลองที่ดูเหมือนจริง ครีเอเตอร์ต้องติดป้ายกำกับให้ชัดเจน ซึ่งข่าวดีคือ หากเราทำตามเกณฑ์และมีการปรับแต่งด้วยฝีมือมนุษย์ แพลตฟอร์มก็ยังอนุญาตให้สร้างรายได้ได้ตามปกติ สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การห้ามใช้เครื่องมือ แต่คือการสร้างมาตรฐานความโปร่งใสร่วมกันในสังคม

เมื่อใครก็ใช้ AI ได้: ทำไม ‘ความเชื่อใจ’ จึงมีค่าที่สุดในโลกคอนเทนต์ยุคใหม่

ในวันที่ AI ทรงพลังจนใครก็เสกคอนเทนต์สวยงามได้เท่ากัน ความแตกต่างที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ ‘ความเชื่อใจ’ ที่ผู้ชมมีต่อมนุษย์ผู้สร้างสรรค์ ยิ่งโลกหมุนไปหาความอัตโนมัติมากเท่าไหร่ คุณค่าของประสบการณ์จริงและทัศนคติที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบจะยิ่งทวีค่า นี่จึงเป็นโอกาสที่ครีเอเตอร์ไทยจะยกระดับตัวเองสู่ความเป็นมืออาชีพที่ก้าวทันโลกอย่างยั่งยืน

สำหรับนักการตลาดที่มองหาพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจมาตรฐานจริยธรรมและก้าวทันกฎหมาย AI เพื่อสร้างแคมเปญที่ทั้งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ให้ Tellscore ช่วยคุณ! เราพร้อมเชื่อมต่อแบรนด์กับครีเอเตอร์คุณภาพที่มีความรับผิดชอบและน่าเชื่อถือ เพื่อดีไซน์แคมเปญที่ตอบโจทย์โลกดิจิทัลยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจ

วางแผนแคมเปญกับเราวันนี้ คลิกเลย! LINE OA: Tellscore Marketer

Source:

AI Laws Around the World

https://www.aiprm.com/ai-laws-around-the-world

White House Releases AI Action Plan: Key Legal and Strategic Takeaways for Industry

https://www.skadden.com/insights/publications/2025/07/the-white-house-releases-ai-action-plan

Artificial Intelligence & Data Act (AIDA): Canada’s first law focused explicitly on regulating AIhttps://xenoss.io/blog/ai-regulation-canada